อาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ จากองค์การ นาซ่า สู่ป่าช้าไทย

อจ. วรภัทร ภู่เจริญ

ลองมาทำรู้จักกับอาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ จากองค์การ นาซ่า สู่ป่าช้าไทย
วิธีคิด การใช้ชีวิต ตั้งแต่วัยเด็ก จากคลิปสัมภาษณ์ อาจารย์ ในรายการเจาะใจ

Hansei : a japanese culture : It’s more than reflection

Hansei อ่านว่า Han say ee ภาษาญี่ปุ่น
เป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่ ผู้บริหารญี่ปุ่น พยายาม สร้างให้ ผู้บริหารต่างชาติ เช่น ในประเทศไทย สามารถ “สำนึกผิด” ได้

เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น จะไม่ว่าที่ตัวบุคคล แต่ จะเจาะลึก คุยกัน ว่า มันเกิดจาก ต้นตอสาเหตุ อะไร (root cause analysis) เพื่อจะได้ แก้ไข และ ป้องกัน (Poka-yoke) ต่อไป

เจ้าตัวที่ทำผิด จะต้อง แสดงความสำนึกผิด อาจจะ ไปยืนหันหน้าเข้าหากำแพง ก็ได้ ไปแช่ตัวในน้ำเย็น ก็ได้ ไปทำงานเป็น คนกวาดพื้นโรงงาน ก็ได้

ผู้บริหารญี่ปุ่น ยอมรับว่า การสอนให้ คนไทย รู้จัก “ฮันเซอี” นี้ ยากที่สุด จนถึง ไม่สามารถสอนได้เลย

ถ้าเด็กญี่ปุ่นทำผิดพลาด พ่อแม่ จะสอนให้พวกเขา มี “ทัศนคติ” ที่ดี ในการ มอง เรื่อง ความผิดพลาดนั้นๆ เช่น

สำนึกว่าผิด จะได้ไม่ทำอีก
ทำผิด เป็นเรื่องปกติ แต่ ต้อง สืบค้น ว่า ต้นตออยู่ที่ไหน ความสับเพรา เผลอเรอ ขาดสมาธิ ใจร้อน หลงๆลืม ใจลอย โลภ มักง่าย ฯลฯ หรือไม่ จะแก้ไข (Corrective) อย่างไร

และ ที่สำคัญ คือ เรียนรู้อะไรจาก ความผิดพลาดตรงนี้ จะเอาไปเปลี่ยนเป็นโอกาสได้อย่างไร จะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ (Preventive) ได้อย่างไร

ผมเคยถาม คนญี่ปุ่นว่า มีวิชา Hansei อบรมที่ไหนบ้างไหม ? พวกเขางงๆ และ บอกว่า พ่อแม่พวกเขาสอนมาตั้งแต่เล็กๆ ไม่มีการสอนเป็นเรื่อง เป็นราว แต่ มัน “ปลูกฝัง” กันมา

ความสำคัญของ Hansei มีมากๆ เพราะ เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิด Kaizen หรือ Improvement after improvement การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

คนไทย เรามัก มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อข้อผิดพลาด เช่น โดนทำโทษ ประนาม ฯลฯ เรายิ่ง เพ่งโทษคนทำผิดมากเท่าไร เท่ากับเรากำลังพยายาม ทำให้ หลายๆคนเกิด “ความกลัว” และ จะมีพฤติกรรม (๑) เกร็ง กังวล กลัวพลาด ดังนั้น หาคนอื่นมาทำ ถามนายในทุกเรื่อง ย้ำคิด ย้ำทำ โดนเฉพาะ ในระบบราชการ (๒) หากผิดพลาด ก็จะ ไม่บอก โกหก บิดเบือน โยนความผิด หมกเม็ด ซ่อนเร้น (๓) โทษตนเอง จนเสียความมั่นใจ แรงไปจนถึงฆ่าตัวตายได้

กระบวนกรที่ดี จึงต้อง เตรียมพร้อม ให้ผู้เรียนได้ฝึก ผจญกับ “ความผิดพลาด”
เจอ ความผิดพลาดเมื่อไร อย่าลืม เรียกใช้ Hansei นะครับ

 

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ  เผยแพร่เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2009

Nemawashi เห็นพ้องต้องกัน แล้วรีบทำ

Make decision slowly by consensus, thoroughly considering all options; implement rapidly.
ใจเย็นๆ ค่อยๆ ตัดสินใจ ฟังให้หมดก่อน มองทุกมุม แล้ว คุยกันแบบ consensus ก็คือ คุยกันจนกว่าจะยอมรับเป็นเสียงเดียวกัน 1 ความเห็นที่แตกต่าง 99 ก็ต้องฟัง เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็รีบลงมือทำ

นี่เป็น Principle # 13 ของ The Toyota Way.
ผม มีข้อคิด จาก หลักการที่ 13 นี้เยอะพอควร ดังนี้ :-
1) ผม นึกถึง เหล่าผู้บริหารไทย บัณฑิตในระบบการศึกษาไทย ส่วนใหญ่ พวกเขาฝึกมาให้ใช้ ฐานคิด มามาก ดังนั้น หลักการนี้ พวกเขา จะ คุยกันนานมาก คิดเอง เออเอง ไปจนถึง ทะเลาะกัน ทุบโต๊ะ งอน หรือ เงียบไป ใน ห้องประชุมแบบไทยๆ เป็นวัฒนธรรมแบบไทยๆ

คนที่ไม่เข้าใจ เรื่อง ฐานทั้ง 3 คือ “กาย ใจ ความคิด” ถ้ามาอ่านหลักการนี้แล้ว รีบร้อนเอาไปใช้ คงออกมาแนวเดิมๆ คือ No Action Talk Only. หรือ พวกเรา Talk พวกแกเอาไปทำ
ฝ่าย HR (บุคคล) มักจะ รู้ไม่เท่าทัน กลลวงของระบบอุตสาหกรรม ดังนั้น ก็จะโดน นักการศึกษาหลอกลวงได้ง่ายๆ เช่น รับคนเรียนจบสูง มองไปที่ปริญญา สถาบันมีชื่อเสียง ฯลฯ นี่แหละ คือ การ คัดเลือก เอา เหล่า นักคิด ( ขาด ฐานกาย ขาด ฐานใจ) เอาเข้ามาเป็น ผู้บริหารเต็มองค์กรไปหมด
พวกฐานกาย มากๆ ก็จะโดน HR ตั้งเพดานตำแหน่ง เพดานเงินเดือน เอาไว้ ที่ “หัวหน้างาน”
พวกฐานใจ มากๆ ก็จะโดนไปทำงาน โครงงาน กิจกรรม และ ถูกมองว่า “อ่อนแอ”
คำว่า “รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา” เป็น วัฒนธรรม ที่เป็นผลพวง มาจาก ระบบการศึกษาแบบฐานคิดเป็นตัวนำ
พวกบัณฑิต ฐานคิดมากๆ จะ คิดแบบ “ผู้บริหารในยุคอุตสาหกรรม” คือ “หาใครมาทำแทน คือ ยอดผู้บริหาร” แนวคิดแบบนี้ ทำลายการเรียนรู้ หยุดนวตกรรม แบ่งแยกคนในองค์กร
หลายๆบริษัทในประเทศไทย มี CEO แนว “การจัดการ คือ หาคนมาทำให้เหมาะกับงาน” ซึ่งก็จะดูดี ไปได้ดีในช่วงสั้นๆ แต่ ในระยะยาว เป็ย ยุทธศาสตร์ที่นำหายนะมาสู่แบบไม่รู้ตัว
จะสังเกตได้ว่า nemawashi นั้น ไม่ได้หมายความว่า คุยกันเยอะๆ นะครับ แต่ เป็นระดับ Dialogue ขั้น I-in-you และ I-in-now
คนที่มาศึกษา nemawashi และ The Toyota Way หาก ไม่เข้าใจ Dialogue เอา อุปนิสัยเดิม ความเคยชินเดิมๆ มาใช้ ก็จะหล่นลงไป คุยกันแบบยุคอุตสาหกรรม
จะทำ Nemawashi ได้ ต้องผ่านการฝึกทักษะ Dialogue อย่างสม่ำเสมอ ถูกวิธี เห็นว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ เข้าใจความสัมพันธ์ต่างๆ ทั้งด้านรูปธรรม และ นามธรรม
“เมื่อความเป็นไม่ตรงกัน การทดลอง การวิจัยย่อมเกิดขึ้น” เป็นอะไรที่ผมเน้น เสมอเมื่อเข้าไปเป็นที่ปรึกษาในองค์กรต่างๆ อย่าเต่ “ตกลงกันให้ได้” เพราะ consensus คือ เห็นตรงกัน
2) คำว่า “ความเห็น” ต้องมาตีความว่า เห็นอะไร เห็นด้วยมุมมองไหน เห็นครบทุกมุมหรือยัง และ ที่สำคัญ คือ ด้วยจิตที่ปกติ หรือ เห็นด้วยจิตไม่ปกติ
ฐานใจ จะสอนให้เรา รู้จัก ผ่อนจิตใจ ผ่อนอารมณ์ หรือ ยกจิตใจ ยกอารมณ์ ของเราขึ้นมาให้ ชิวๆ สบายๆ เป็นปกติ ไม่มีอคติ ไม่มีลำเอียง ไม่มีนิวรณ์ คลื่นสมองสบายๆ ที่ อัลฟ่า นี่แหละ จิตว่างๆ มีกำลังสติกำกับ ปัญญาจะไหลออกมา เป็น “ความเห็นที่ดี” เป็น ความเห็นชอบ ชอบด้วยกาละเทศะ ชอบด้วยศีลธรรม ชอบด้วยเหตุ เป็นการสร้าง “เหตุที่ดี” ย่อมก่อให้เกิด “ผลที่ดี” แน่นอน
ด้วยความโลภ เห็นใครเขาทำอะไรดี ก็แห่กันทำตาม ลงทุนตามกัน โดยประมาท สุดท้ายก็ล้มเหลว
ด้วยความโลภ อยากจะเพิ่มยอดขาย ลงทุนสร้างโฆษณาลามก รุนแรง ก็ยอม โดยไม่คำนึงถึงอะไรอีกแล้ว นอกจาก ตัวเลขกำไร สังคมจะย่อยยับ ฉันมองไม่เห็น อีกนานกว่าจะเห็นผล ฉันไม่เชื่อ ฉันว่านี่แหละ คือ ศิลปะ
ด้วยความแค้น ฉันทำทุกอย่างที่จะ ทำลายคู่แข่ง ไม่ว่าจะแกล้ง กดดัน ขโมยความลับ ขโฒยคนเก่ง ฉันทำได้ทั้งนั้น
ด้วยความลำเอียง ฉันซื้อทุกอย่าง แบบใต้โต๊ะ
ด้วยความอคติ ฉันไม่ฟัง คนที่เตือนฉันตรงๆ ใครเคยตำหนิฉันไว้ ฉันไม่มีวันลืม แค้นนี้ย่อมต้องชำระ
3) ฐานกาย ไม่เข้มแข็ง ฐานใจก็พัง ฐานคิดก็ไม่สะอาด และ การฝึกฐานกาย คือ Learning by doing เกิดเป็นวงจรการเรียนรู้
เดินลงไปดูที่หน้างาน ลงไปทำจริง เรียนรู้แบบ action learning ไม่ใช่ ฟังเขาบอก กอดอกมองดูแล้วบอกว่า “เข้าใจแล้ว”
การศึกษาในระบบ ทำลาย ฐานกายมากๆ
นั่งทั้งวันในห้องแออัด อากาศเสีย ท่องๆ คิดๆ อยู่กับ คนที่เอาข้อมูลมาฉาย ให้ดู คิดให้ตรงกัน ประชุมกันแบบคิดเองเออเองบนหอคอย
การเรียนรู้บนฐานกาย คือ ทำเอง รู้เอง เคยสังเกตไหม ของบางอย่างอธิบายให้ตายก็ไม่เข้าใจ เช่น ขี่จักรยาน จะให้อธิบายว่า ต้องทำยังไง ไม่ได้ครับ มันเป็นทักษะ ที่ต้อง ซ้อมๆๆๆๆๆ
การจะเข้าใจ “ธรรม” ก็ต้อง ซ้อมๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
การจะเป็นผู้บริหาร ก็ต้อง ซ้อมๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กับครูด้านบริหาร “กาย ใจ” หาก ไปหลงกล การศึกษาในระบบ ซ้อมๆๆๆๆๆ กับ ครูด้านบริหารความคิด (อีกแล้ว) ก็พังครับ
ฐานกาย ฐานใจ เข้มแข็ง ไม่ต้องห่วงว่า จะคิดไม่เป็น ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่คิด ฐานคิด อุปมา เป็นหลังคา ฐานกาย ฐานใจ เป็น พื้นล่าง และ เสา
4) ทำทันที เป็น อะไรที่ ผู้บริหารไทย รับไม่ค่อยจะได้ มันฝืน ความเคยชิน ฝืนอุปนิสัยที่โนหล่อหลอมมามากๆ
ทำทันที ในที่นี้ ผม คงหมายถึง ทำการทดลอง หากยังมีมุมที่เทาๆอยู่ จงทำในพื้นที่ย่อยๆ เล็กๆ เพื่อเป็น “นำร่อง” ทำเพื่อการเรียนรู้ ไปก่อน
ทำให้เร็ว จะได้เรียนรู้เร็ว จะเห็นจุดอ่อนได้เร็ว
ธรรมทันที คือ ทำอะไร คิดอะไร ก็คิดว่าเป็นธรรมไหม ธรรมชาติไหม จิตปกติหรือจิตไม่ปกติ มีสติไหม
ทำทันที ผิดพลาดไม่เป็นไร นี่คือ ช่วงเรียนรู้ แต่ ผู้บริหารไทย เป็นคนที่เต็มไปด้วยความกลัว กลัวพลาด กลัวเสียฟอร์ม กลัวเสียตำแหน่ง กลัวโดนแซว ฯลฯ เป็นการปนเปื้อนทางอารมณ์และความคิด ที่ติดมาจาก การศึกษาในระบบ ผ่านการศึกษาที่ใช้ “ความกลัว” เป็นแรงจูงใจให้ ขยัน ให้เรียน
ผู้บริหารไทย หลายท่าน จึงควรจะต้อง สำรวจตนเอง ปนเปื้อนอะไรมา เข้าค่ายฝึกชำระความปนเปื้อนต่างๆ

หลายท่าน ตีความคำว่า Nemawashi นี้ คือ การ Lobby แบบที่ พวกตะวันตก พวกนักการเมือง และ นักธูรกิจ ชอบใช้กันบ่อยๆ

ในหลายๆองค์กร พวกเขา Nemawashi กันนอกรอบ ในบรรยากาศทีเป็น Dialogue เหมาะสม เมื่อมาถึง เวลาประชุมเป็นทางการ ก็แค่มองหน้ากัน พูดให้มีคนจดบันทึก และ ก็ผ่านไปวาระต่างๆได้เร็ว อย่างไม่น่าเชื่อ

คนนอกวงการอาจจะงง “เอะ ทำไม เปิดวาะ แล้ว ไม่ซัดกันเละ แบบการประชุมไทยน่ะ ” ก็เพราะ เขาคุยกัน จนเปื่อย จนยุ่ยแล้ว ศึกษาแล้ว ลองทำดูบ้างแล้ว

หาก ผลออกมาผิดเพลาด ก็ถือว่า ก็ต้องมาดูกัน
ผู้บริหารญี่ปุ่น มัก พูดบ่อยๆว่า “อย่าเกลียดคนทำผิด แต่ เกลียดความผิด”
และ “มั่นใจ 50% ก็ลงมือทำเลย”

แต่ ของไทยเรา “ใครทำผิด …ซวยแน่ๆ” และ ” ไม่ชัวร์ อย่าทำนะเฟ้ย เธอทำ เธอรับผิดชอบนะ ฉันไม่เกี่ยว”

วงจร โนนากะ (Nonaka learning cycle) จึงไปหมุนไป การพัฒนา (Kaizen) ก็ไม่เกิดขึ้น …..

 

ดร.วรภัทร์  ภู่เจริญ  เผยแพร่เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2009

คำคม Woraphat Book (1)


02-learn_howtolearn

การเรียนรู้ คือ การทำให้ผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่เป็นกุศลเป็นประโยชน์อย่างถาวร
หากพฤติกรรมไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ….ไม่เรียนรู้ !

[จากหนังสือ Learn How to Learn ให้ความรักก่อนให้ความรู้]
Date : 19/03/2014

_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _

01-KPI_makeiteasy

” ปรับปรุงสันดาน สำคัญกว่าปรับ KPI “
[จากหนังสือ KPI ทำให้ง่ายๆ make it easy]
Date : 19/03/2014

_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _

03-body-sick

สติ คือ ตัวรู้เฉยๆ (ไม่ไปบังคับ) รู้กายของเราว่าเป็นอย่างไร อยู่ตรงไหน
ยกขึ้น หนัก เบา ร้อน หนาว รู้เวทนาว่าเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือไม่เป็นอะไรทั้งนั้น
รู้จิตของตนว่าจิตเกิดหรือจิตสงบๆ จิตเกิดเป็นกุศลหรืออกุศล
รู้ธรรมว่าเป็นนิวรณ์ คือ ติดสุข แค้น เครียด กังวล ฟุ้งซ่าน เบื่อ เป็นต้น
[จากหนังสือ กายเจ็บใจอย่าเจ็บ]
Date : 19/03/2014

_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _

หนังสือ ธนู ศาสตร์แห่งเมตตาธรรม

ตัวการสำคัญที่ทำให้ จิตไม่สงบ จิตไม่ว่าง คือ ความคิด
“ลูกธนูที่แท้จริง คือ ความคิดจร เป้าหมายภายใน คือ จิตใจ
เราฝึกเพื่อ ไม่ให้ความคิดจรวิ่งโดนเป้าหมายภายในใจได้” 
[จากหนังสือ ธนู ศาสตร์แห่งเมตตาธรรม]
Date : 19/03/2014

ที่มา :  Woraphat book
Link Facebookhttp://www.facebook.com/pages/Woraphat book

 

ถ่ายทำรายการสยามสัปปายะ 16 มีนาคม 2557

ภาพกิจกรรมการอัดรายการ สยามสัปปายะ ทาง ThaiPBS เกี่ยวกับธนูไตรสิกขา ณ วัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก วันที่ 16 มีนาคม 2557

ดร วรภัทร์ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ ธนูไตรสิกขา (Trisikkha Archery)

1004846_10202113192084307_437099851_n    IMG_0046

ถ่ายทำภาพบรรยากาศ การเรียน การสอน

1898085_10202113191244286_743458585_n  IMG_0096

การฝึกซ้อมยิงธนูไตรสิกขา

IMG_0207

10003380_10202113156123408_1797049478_n  IMG_0190