Tag Archives: อจ.วรภัทร์

ฝึกสังเกต ก็คือ ฝึกสติ

ลอง นั่งสมาธิ ปิดตา แล้ว สังเกต ๆ(Observe)
ลมหายใจที่เราสูดเข้าออก
โดย ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องใช้ตรรกะ(Logic)
ไม่ต้องคิดไปในอนาคตและอดีต ปัจจุบันคือ สังเกตๆๆ
นี่แหละ คือ สังเกต ๆๆๆๆๆ

booth_02_book-sense (1)
เราจะสังเกต เห็น การทำงานของความคิดและจิต จิตและกาย ได้ชัดเจนขึ้น เช่น
จิตผิดปกติ เราจะมีความคิดเป็นยังไง
ความคิดจร (ไม่ตั้งใจคิด) แวบ เข้ามาโจมตีเรา พาเราเขว เฉไฉ ออกไปได้อย่างไร
การดูจิต ที่แท้จริง คือ การรู้เท่าทันจิต ด้วยการ sensing & feeling ไม่ใช้ การ thinking

Credit : อจ. วรภัทร์ ภู่เจริญ

สติน้อย ทางเลือกน้อย สติมาก ทางเลือกมาก…

สติน้อย ทางเลือกน้อย สติมาก ทางเลือกมาก

คนเราถ้า ไม่ได้ฝึกสติมา เวลาที่ เจออุปสรรค เจอปัญหา เจอความคับข้องใจ
ก็มัก จะดึง “ความรู้ชุดเดิมๆ” ความเชื่อเดิมๆ ออกมาใช้
หรือ ที่ คนจีนเรียกว่า ซี้ปังเท้า (หัวสี่เหลี่ยม มาจาก “ไม่พลิกแพลง”)

เมื่อ ไม่พลิกแพลง ก็คือ ใช้ทางเลือกเดิมๆ เช่น ความรุนแรง
ทำคนอื่นเดือดร้อน เรียกร้องความสนใจแบบเดิมๆ
เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ส่งเสียงดัง ทำลายของ
พอโตขึ้น ก็ คิดแบบเดิมๆ ส่งเสียงดัง ทำลายข้าวของ
เมื่อ สติไม่ได้ฝึก ทางเลือกน้อย ความสังเกตุหายไป
เมื่อไม่สังเกต ก็ใช้ แนวทางเดิม หรือ แผ่นเสียงตกร่อง
วังวนเดิมๆ ไม่กล้ายอมรับ ไม่กล้าให้อภัย

คนที่ฝึกสติ มามาก ก็จะมี “ทางเลือก”(Choices) มากขึ้น
เพราะ เขา กล้าที่จะ คิดใหม่ เฉลียวใจ หามุมมองใหม่
เมื่อ เจอ อุปสรรค เจอ ปัญหา เจอความคับข้องใจ
ก็ ใช้ การสนทนาร่วม (Collective conversation) ก็ได้
ใช้ ปัญญาร่วม (Collective intelligent) กับ เพื่อนๆ ที่ดี

คนสติน้อย จะไม่ฟังใคร แพ้ไม่เป็น ทำเสียงดัง
ทำลายข้าวของ โวยวาย ฯลฯ ใช้ทางเลือกเดิม
ใช้ อุปนิสัยเดิมๆ ตั้งแต่เป็นเด็กๆ ก็ เรียกความสนใจแบบนี้

คนอ่อนแอ คนมีปม คนขลาด มักนิยม ชอบความรุนแรง
คนกลัวจะทำร้ายคนอื่นก่อนเสมอ

หากเราสังเกตสิ่งใด ได้ไม่สุด ไม่รอบ ไม่ครบ ไม่จบ ไม่ละเอียดพอ
เรา ก็มัก จะ “เลือกข้าง” เกิดตัว อคติ และ ลำเอียง

ขอให้พวกเรา ฝึก สังเกต ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ในขณะสังเกต จงห้อยแขวน หรือ ชะลอ การตัดสิน
จงห้อยแขวน หรือ อย่าด่วน พิพากษา
จง ดูๆๆๆๆๆๆ รู้ๆๆๆๆๆ รู้ใจตนเอง สงบหรือไม่สงบ

สุดสัปดาห์นี่แหละ สอนธรรมะเราชัด
ทำจิตว่างๆ จิตที่ว่าง ๆ จึงจะ รู้ว่า จิตไม่ว่าง
กายที่ผ่อนคลาย จึงจะรู้ว่า กายไม่ผ่อนคลายเป็นอย่างไร

จิตว่าง รู้ได้จาก กายที่ผ่อนคลาย
จิตไม่ว่าง กายไม่ผ่อนคลาย และ จะผลิตความคิดไม่ปกติออกมา

ถ้า จะคิด ก็จงคิดเมื่อจิต ปกติ
ถ้าจิตไม่ปกติ จะผลิต ความคิดแบบ มีอัตตา อคติ ลำเอียง

จง รู้ๆๆๆๆ โดยอย่าด่วนตีความเอง
อย่าด่วนตัดสิน อย่าด่วนเลือกข้าง

เรียนรู้อะไรจากขงจื้อ

เรียนรู้อะไร จาก หนังเรื่อง ขงจื่อ
ผู้เขียน : คนไร้กรอบ

 ภาพยนตรขงจื้อ

ผมว่า ผมเรียนรู้อะไร หลายอย่างนะ  เท่าที่จำได้
ในยุค ไม่กี่ปีหลัง ปรินิพพาน ….

จีนตอนนั้น แบ่ง ออกเป็น แคว้นๆ หลายแคว้น  รบราฆ่าฟัน กันตลอด … คนตาย  ขาดอาหาร   แร้นแค้น   ขุนนางโฉด  ศีลธรรมเสื่อม  บูชายัญ  ฝังคนทั้งเป็น  ฯลฯ  แต่ ก้ได้ ก่่อเกิด “คนที่ “ใช่” ลงมาได้พอดี ไม่ฟลุ๊ค  (Syncronicity) จริง ๆ  ไม่บังเอิญ ราวกับ ฟ้าส่งลงมา

๑) เห็น การพัฒนา  ของ ขงจื่อ  ตั้งแต่ นิสัยแบบ กระทิง (มุ่งมั่น)  จนผ่าน ประสบการณ์ต่างๆ   สร้างความรัก และ ความเกลียดชังไปด้วย  …  แต่ ด้วยความเป็นนักเรียนรู้ ของท่านนี่แหละ    ที่เราจะเห็น นิสัย และ วิธีคิด ของท่าน ที่พัฒนา ไปเรื่อยๆ  … จนวาระสุด ท้าย ท่านก็กล่าว ว่า “ขุนเขาต้องพังทลาย ขื่อคานแข็งแรงปานใด สุดท้ายต้องพังลงมา เหมือนเช่น บัญฑิตที่ สุดท้ายก็ต้องร่วงโรย” (เอามาจาก วิกิพีเดีย   ไม่ใช่ในหนัง)

ท่านเป็นนักปฏิรูป  ด้วยการยึดหลักเมตตาธรรม   ด้วยการ ยกเลิกเรื่อง การฝังคนใช้ให้ไปรับใช้คนตายที่เป็นเจ้านายในปรโลก  … ทำให้ ขัดใจ ขุนนางปี้ จอมโหดได้มากๆ
แต่ ท่านเอง ก็ แทบจะร้องไห้ ตอนที่ ต้อง สั่งทหารให้ฆ่า กบฎ   ด้วยการใช้ไฟ คลอกเผากองทัพกบฎ ตายในเพลิงน้ำมัน

ผมว่านี่แหละ ที่นักเรียนรู้ ควร ประเมิน ตนเอง จาก จิตใจ ที่ เห็นสัจธรรม มากขึ้น   ยิ่งอายุมาก  เรียนรู้มากไปด้วย ไม่ใช่ยิ่งแก่ ยิ่งบ้าตำแหน่ง  หลงตนเอง เมาเงินทอง ฯลฯ  ท่าน ยิ่งแก่  ก็ยิ่ง นิ่งขึ้น สงบขึ้น  รับความเปลี่ยนแปลง ท้าทาย เยาะเย้ย ตกระกำลำบาก หิวโหย หนาวสั่น ฯลฯ ได้

๒) เห็น ความเป็น “กระบวนกร” ของท่าน   ในการเปิดพื้นที่  ให้ ศิษย์  ได้เรียนรู้  แม้ว่า บางคน จะ ลืมคำสอน บางคนจะจำได้ บางคนรู้ทั้งรู้แต่ทำไม่ได้ บ้างก็จงรักในตำราจนกอดตำราจนจมน้ำตาย   ฯลฯ  รวมไปถึงศิษย์ที่หักหลังท่าน  นำความไปบอก ๓ ตระกูลที่เกลียดท่านด้วย และ ที่ น่ารักมากๆ คือ “ยอมฟังความเห็นของศิษย์”   นี่แหละ ครูบาอาจารย์ ระดับ คุรุ

ตอนที่ หนีออกจากเมืองมา  แล้ว ศิษย์หนุ่ม รออยู่   และ ใช้ คำสอน ของท่าน ย้อนกลับไปเตือนสติท่าน

๓) เราจะได้เห็นว่า  บัณฑิต หรือ ปราชญ์  ก็มีจุดอ่อน  ซึ่ง เรามักจะมองว่า ครูของเราต้อง สมบูรณ์แบบมากไป  มอง ปราชญ์และบัณฑิต เป็น “เทพ” หรือ อมนุษย์มากไป    โดยจริงๆแล้ว  ควรจะเห็นสัจธรรม  และ ยอมรับว่า  ท่านก็คือ มนุษย์     และ ที่ สำคัญ คือ ท่านพัฒนา ไม่หยุดยั้ง ท่าน ไม่หยุดที่จะเรียนรู้

สุดท้าย ตอนท่านแก่  ท่านได้โอกาสกลับบ้านที่แคว้นหลู่    ท่านบอก กับ  เจ้าแคว้นหลู่ว่า “ขอสอนเท่านั้น ไม่ขอยุ่งการเมือง”  ท่านคงเห็นสัจธรรมชัดแล้ว

แล้ว ครูอาจารย์ ในสถานศึกษาต่างๆ  ยังเรียนรู้อยู่หรือเปล่า  หรือ กอดตำราจนจมน้ำตายไป  ยังหลงในศาสตร์เดิมๆ ที่เอามาสร้างอัตตาจนเป็นเกราะติดตัว ไม่่ยอมถอด  น้ำเต็มถ้วยเดิมเดิม ฯลฯ    ไม่เปิดโอกาสให้ตนเอง ได้ ค้นพบ “สัจธรรม” ในตัวเองเลยเนอะ

พวกเรา มักมอง คนว่าไม่เอาไหน ในตอนที่เขาหนุ่มๆ  โดยไม่ได้ว่า เขากำลัง เติบโต และ พัฒนา
เราเฝ้าจะ จำ “ความพลาด” ของท่าน  โดยไม่มองปัจจุบันของท่าน

หนังสอน เรื่อง Humanize ได้ดีนะ (ความเป็นมนุษย์   ผู้มีใจเป็นใหญ่)

๔) โจว เหวิน ฟะ   เล่นได้ยอดมาก  หน้าตา ท่าทาง   … ลักษณะภายนอกตรงกับลักษณะ ที่ บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ คือ สูงใหญ่

Kongjue4

๕) ผมชอบ  มเหสี แคว้นเว่ย  แม้นนางจะสาวสวย ได้ สามีแก่   แต่ ก็แสดงภูมิปัญญา ออกมาให้เห็น    ในบท dialogue ที่สำคัญ    นางทดสอบ “จริยธรรม” ของท่าน   และ ท่านก็สอบผ่านเสียด้วยนะ  ….   แต่ สุดท้าย  ท่าน  ก็ ไม่อยู่ในเว่ย

๖) เห็น โหมดเอาตัวรอด (Survival mode)  ของ เจ้าแคว้นลู่  ที่ ท่านรับใช้อยู่    เจ้าแคว้นหลู่ เชื่อท่านในตอนแรก  แต่ ก็ “ไม่เชื่อ” ท่านในตอน ที่ จะ ชนะอยู่แล้ว !!!  ผล คือ  แพ้ ต่อ แผนชั่ว ของ ตระกูลปี้

อย่างไรก็ตาม  ประสบการณ์ดีหรือร้าย ก็แล้วแต่ ที่ท่านได้รับ  น่าจะเป็น โอกาสในการเรียนรู้ของท่าน มากกว่า    ผมว่า มันทำให้ ท่านได้เห็น “สัจธรรม”ของ คน ของสรรพสิ่ง ฯลฯ

๗)  ถ้าใครได้ดู สารคดี เกี่ยวกับขงจื่อ  จะพบว่า ท่านเก่งยิงธนู

Kongjue3

คนจะยิงธนู  ต้อง ผ่าน ศาสตร์ พิธีกรรม และ ดนตรีมาก่อน
เก่งยิงธนูแล้ว  ก็ไปเรียน ขี่ม้า ประวัติศาสตร์  และ คณิตศาสตร์ เป็นขั้นสุดท้าย

ฉากที่ ท่าน ยิงธนู  กับ ขุนนางปี้   จะเห็นว่า มี สงครามจิตวิทยา  เพื่อ แหย่ว่า ใครจะจิตตกก่อนกัน   แต่ สุดท้าย  ท่าน “จิตนิ่ง”กว่้า  และ มีฉาก ที่ ท่าน “สื่อสาร” แบบไร้ คำพูด  กับ ม้า ที่ ลากเกวียนของท่าน  ตอนทีเกวียนติดหล่ม  … นึกถึงเรื่อง อวตาร ที่มีการ “เชื่อมโยง” (Connect)

คนทีี่่จิตใจสงบ   ในที่สุด ก็เข้าใจธรรมชาติ   และ  ท่าน ก็เป็นคนรวบรวม ตำรา I-jing ที่เป็น พื้นฐาน การวางฮวงจุ้ย ซึ่งผมเชื่อว่า  การวางฮวงจุ้ยใน ปัจจุบัน   มีมากมายที่ไปยึดกฏเกณฑ์ (Format)   มากกว่า การใช้ “จิตสงบ เชื่อมโยง (Connect)สรรพสิ่ง”

ท่านบอกศิษย์ว่า “เผ่นเถอะ  อย่าอยู้ในแคว้านเว่ย นานเลย  อีกไม่นานจะมีเรื่องร้าย”

๘)  ฉาก เล่น ดนตรี  เพื่อ ผ่อนคลาย   ในยามที่ ต้องรอๆๆๆ แบบอดอาหารหลายวัน

การมาอยู่ฐานกาย   ก็ช่วย ลด ความฟุ้งซ่านในฐานคิดได้

๙) คงมี อะไรอีกมากมาย ….  ดูในโรง    ออกมา ผมจำได้แค่นี่เอง  ถ้าดูในแผ่น ยังพอ ย้อนกลับไปดูได้อีก

ผมอ่านในวิถีพิเดีย  พบว่า  ท่านสอนคุณธรรม ๓  ได้แก่  ภูมิปัญญา  เมตตากรุณา และ ความกล้าหาญ   ถ้า มาตรงกับเรื่อง KM คือ  Open Mind  Open heart , open will ได้ พอดีเลย     ( ฐานคิด  ฐานใจ และ ฐานกาย)

ท่านผู้บริหารทั้งหลาย   คณาจารย์ทั้งหลาย  ขอจงมี “เมตตาธรรม” กันบ้างนะ   อย่าเอาแต่หลักการ หลักกู  มากนักเลย  …..   ตำแหน่งยิ่งสูง  หัวใจยิ่งหายไป  เมตตายิ่งหายไป   ความกลัวตามมาเพียบเลย
(  ความกลัว ทำให้เกิด “สงคราม”  ความกลัวทำให้ “เห็นแก่ตัว”)

ผมชอบ คำพูดตอนจบ ที่ ท่านบอกว่า  ตำราต่างๆของท่าน
“คงทำให้เราได้มองอะไร ได้หลายด้าน ทั้งดีและร้าย”

….   นี่แหละ ท่านเป็น  นักเรียนรู้ (Educator) ตัวจริง   ไม่ใช่ พวกจบปริญญา  ที่ ยกย่องกันเองว่าสูง ว่าเก่ง  ทั้งๆที่ ตามก้นคนอื่น  จำความรู้ใต้ศอกของคนอื่นๆ มาตัดเกรด    มีตำแหน่งวิชาการ  แล้ว ออกมา “หากิน”กับประชาชน  หลอกขายกระดาษที่ชื่อปริญญา หลอกขาย”ความหวัง” ขาด “จริยธรรม”  ฯลฯ  จนกลายเป็น เพลง “ดาวมหาลัย” หรือ “ขายที่ ขายนา  ส่งควายไปเรียนหนังสือ”

“ธรรมวิถี” เปลี่ยน “ชีวิต” เปลี่ยน “โลก” กับ อจ.วรภัทร์ ภู่เจริญ

รายการ ตอบโจทย์ ไทยพีบีเอส
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2558
ดำเนินรายการโดย : จีรชาตา เอี่ยมรัศมี
ผู้ร่วมรายการ : ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ อดีตวิศวกรองค์การนาซ่า

ตอบโจทย์ ไทยพีบีเอสวันนี้ ร่วมพูดคุยในประเด็น…
หลักธรรมะในชีวิตประจำวัน
ธรรมะเปลี่ยนสังคมและโลก
หลักการบริหารแบบพุทธะ

ติดตามชมรายการตอบโจทย์ ไทยพีบีเอส ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 22.00 – 22.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือรับชมผ่านทีวีออนไลน์ทาง http://www.thaipbs.or.th/Live

มารู้จัก Learning Organize กับ อาจารย์ วรภัทร์ ภู่เจริญ

อจ.ดร.วรภัทร์ อาจารย์ GTO สุดยอด นักปฏิรูป การศึกษา ไทย จบ นาซ่า naza สอนจุฬา เป็นที่ปรึกษาบริษัทดัง ๆ หลายแห่ง กับวิธีคิดนอกกรอบ และความเป็นกันเอง และสไตล์การสอนแกจะเน้น แบบยุทธศาสตร์ บางตอนแกยังบอกเลยว่า ให้เล่นเกมส์วางแผน เกมส์ออนไลน์ อย่างพวก Ragnarok ด้วย แกก็เล่นด้วยนะ … อัชชัชช่า !!!…^o^)v เล่นแล้วต้องให้รู้ว่าได้อะไร

ศึกษาแนวคิดเด็กรุ่นใหม่ ๆ…อจ. แกยังบอกอีกว่า พ่อแม่บางคน ไม่เคยจะเข้าใจลูก เห็นเด็กเล่นเกมส์ ก็บอกว่า มอมเมา เล่นไปทำไม ไม่เคยสนใจ แต่ผมไม่คิดหยั่งงั้น  ผมจะไปเล่นเกมส์กับลูก แล้วดูความคิด ความอ่าน ตามให้ทัน แล้วสอนเค้า…เพราะ นี่คือยุคใหม่ ยุคแห่งเกมส์ออนไลน์ ไม่ใช่มัวเป็นกบในกะลาอยู่…  ฟังแล้วคุณจะ เปลี่ยนแนวคิดไปเลยว่า โอ้วจอร์ด มันเป็นหยั่งงี้นี่เอง การศึกษาไทย หล่อหลอมเราให้เราเป็นแบบนี้ + อีกหลาย ๆ เรื่อง จากมุมมองที่ไม่เหมือนใคร  ของวิศวะคนไทยที่เคยทำงานที่นาซ่า + เรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนา ด้วย ตอนหลัง ๆ ใครที่คิดว่าเข้าใจพุทธศาสนาดีแล้ว ลองฟังดูอีกทีนะคับ แล้วจะรู้ว่า…หุหุ ไม่บอกละ… รับประกันว่าฟังแล้วจะได้อะไรใหม่ ๆ แน่นอน เปิดโลก ตีกะลาแตก มาก ๆ   ฟังได้เรื่อยๆ  ไม่เครียด ครับ อาจารย์แก ขำ ๆ ตื่นเต้น ตลอด…

Click to Sense Zen page.

อจ.วรภัทร์ ภู่เจริญ ในห้องเรียน Sense zen

“วรภัทร์ ภู่เจริญ” นักวิทยาศาสตร์นาซ่า นำหลักการบริหารแบบพุทธะ
หาสติควบคุมความคิด จิต พาองค์กรสู่ความเป็นเลิศ ปูนซีเมนต์ไทยและการบินไทย ประสบความสำเร็จมาแล้ว

พูดถึงหลักการบริหารองค์กร ทุกคนคงจะมองแต่ภาพตำราต่างประเทศและการเรียนที่เป็นตำราวิชาการ แต่หารู้ไม่ว่าที่จริงแล้วหลักการบริหารเหล่านั้น ต่างมีพื้นฐานสำคัญและมีหัวใจที่สำคัญที่สุดมาจากจิตใจที่อยู่ภายในพนักงานทุกคน ตั้งแต่ผู้บริหารลงมาสู่พนักงานระดับล่าง

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถใช้หลักธรรมะเข้ามาผสมผสาน ในการบริหารจัดการองค์กรได้ดีเยี่ยม เขาเคยทำงานที่องค์การนาซ่าอีกได้รับรางวัล ผลงานที่ดีที่สุดในการประชุมทางวิชาการด้านเครื่องยนต์ไอพ่นนานาชาติ ปีพ.ศ 2528 แต่วันนี้เป็นผู้สอนหลักบริหารองค์กรแนวพุทธให้กับบริษัทชั้นนำหลายบริษัท ไม่ว่าจะเป็น บริษัทเครือซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ทิพยประกันภัย บริษัท สหพัฒน์ จากพื้นฐานของนักวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในตัว ทำให้ดร.วรภัทร์ ต้องการพิสูจน์ความจริงในทางพระพุทธศาสนา และการพิสูจน์นั้นก็นำมาสู่ความเข้าใจแห่ง จิต ความคิด และสติ ซึ่งเป็นพื้นฐานเบื้องต้นสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม อีกทั้งเป็นพื้นฐานสำหรับนำหลักธรรมทางศาสนาพุทธมาประยุกต์กับการสอนหลักการ บริหารอีกด้วย

ดร.วรภัทร์ ได้อธิบายถึงหลักการบริหารองค์กรแบบพุทธว่า หลักการบริหารก็เหมือนกับที่พระไตรปิฎกได้สอนไว้ พระพุทธเจ้าน่าจะเป็นบิดาแห่ง HR และ Management เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในการบริหารองค์กรสำหรับทั้งผู้บริหารและลูกน้องคือ ต้องรู้จักสติ ซึ่งเป็นการฝึกพื้นฐาน

ฝึกสติสร้างระบบความคิด

เทคนิดการสอนของ ดร.วรภัทร์ จะให้ผู้เข้าฝึกหาว่าอะไรคือสติ อะไรคือความคิด และอะไรคือจิต เพราะเมื่อเห็นระบบการทำงานของทั้ง 3 สิ่งนี้แล้ว ต่อไปสิ่งที่ผู้เข้าฝึกก็ต้องคอยระวังก็คืออย่าให้ความคิดทำร้ายจิต หรือพอจิตเกิดความคิด ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ดีก็ต้องระวัง ต้องหัดตัวเองให้ต้องเอาสติไปทำงานแทนจิต

ดร.วรภัทร์  มองว่า จิตเปรียบเหมือนลูกตุ้ม ถ้าลูกตุ้มจะแกว่งเป็นบวกหรือลบ สิ่งที่ทำให้ลูกตุ้มเบนไปทางซ้ายหรือขวาก็คือตัวความคิดของเรา ซึ่งความคิดเหล่านั้นก็มาจากสัญญาเก่า จะเข้ามาสะกิดให้เกิดความรู้สึกเป็นบวกลบ พอเกิดความรู้สึกนั้นคือ “จิตเกิดแล้ว” นั้นเอง

“เคยชอปปิ้งไหม ง่ายๆเลย ถ้าไปช้อปปิ้งกับแฟนที่ฝรั่งเศส พอหมดเวลาแฟน บอกให้ขึ้นรถ ยังตัดใจอยากช็อปอยู่ต่อ แต่ต้องขึ้นรถไปลียอง ขณะอยู่บนรถก็คิดถึงแต่กระเป๋า นั้นแหละจิตเกิดแล้ว เป็นความอยาก ซึ่งเกิดความคิดเป็นผลผลิตจากจิต ตอนนั้นจะแยกไม่ออกว่าจิตกับความคิดทำงานร่วมกัน แต่ถ้าเป็นผู้ที่ฝึกสติมาดีแล้วเป็นพอบอกว่าไปก็ไป ก็จะไม่มีความคิดปรุงแต่ง รู้ตัวอยู่ เสมอว่าตอนนี้ต้องอยู่กับแฟนและนั่งรถไฟไปลียอง”

+ แทรกพุทธธรรมในทฤษฎี

หลังจากที่ค้นหาวิธีการคิดเป็นระบบได้แล้ว ดร.วรภัทร์ จะแทรกพุทธธรรมเข้ามาในทฤษฎีหลักการบริหารต่างๆ เพราะดร.วรภัทร์เชื่อว่าว่า หัวใจสำคัญจริงๆของหลักการบริหารนั้นสำคัญอยู่ที่จิตใจเป็นอย่างแรก ตัวอย่างเช่น บริษัท ทิพยประกันภัย ที่ดร.วรภัทร์ เป็นที่ปรึกษานั้น ดร.ก็สอนธรรมะควบคู่ไปกับ สอนการวางแผนยุทธศาสตร์

เริ่มแรกจะให้ผู้เข้าฝึกที่เป็นทั้งผู้บริหารและลูกน้องหายใจลึกๆทำจิตให้ว่าง คิดไปถึงว่าอีก 4-5 ปี ทิพยประกันภัยจะเป็นยังไง ให้ตัดความกังวล ตัดความกลัว ความลำเอียงออกมาจากจิตให้ได้ นั้นคือตัดความคิดอันฟุ้งซ่านที่จะไปให้ก่อให้เกิดจิต หลังจากนั้น หาจุด Dead lock จุด หา success factor ให้เจอ หาตัวแปรที่ทำให้องค์กรล่ม อย่าใช้อารมณ์โมโห ใช้เวิร์กช็อปอย่าประชดกันในที่ประชุมใช้ความเป็นจริงอย่าเอาอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

“เช่นเวลาที่ประชุมกัน เมื่อใครก็ตามที่เกิดอารมณ์ไม่ดีขึ้นก็จงบอกว่า ช่วงนี้ผมจิตเกิดนะขอ งดออกความคิด ก็จะทำให้ไม่ทะเลาะกัน พอไม่ทะเลาะกัน จิตก็ว่าง คิดงานได้สะดวกราบรื่น

อย่างของเครือปูนซีเมนต์ ไทย เขาใช้แบบพุทธวิธีที่ผมสอน ตอนนี้เขาผลผลิตเพิ่ม ของเสียลดลง ประชุมกันก็ทะเลาะกันน้อยลง”  ตั้งสติรับภาวะเศรษฐกิจขาลง หรือแม้กระทั้งการตั้งรับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเข้าสุ่วัฏจักรขาลงในอนาคตอัน ใกล้นี้ ดร.วรภัทรก็ต้องให้ผู้บริหารตั้งสติ ตัดความกังวลออกไป เพราะท้ายที่สุดทุกอย่างเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หลังจากที่จิตใจปลอดโปร่งแล้ว ดร.วรภัทร์ ก็จะให้ผู้บริหารทำ SWAT Analysis ให้ชัดเจนหาโดยเฉพาะการหา Opportunity และหายุทธศาสตร์ที่ตั้งเป้าหมายในการดำเนินงานในบริษัทในอนาคต

 “ตอนเศรษฐกิจล้มผมก็ใช้หลักจิตวิทยา มากๆในการให้กำลังใจเขา อีกทั้งต้องใช้อิทธิบาท4 ให้ฉันทะกับเขาก่อน จากนั้นก็พูดให้กำลังใจเป็น empowerment ซึ่งจะก่อให้เกิดการวิริยะ เกิดเป็น positive thinking ต่อไปเมื่อเขาไปได้เราก็ออกไปเป็น Coaching มองเขาอยู่ห่างๆ”  นี่แหละคือธรรมะกับการบริหารยุคใหม่ที่สามารถผสมผสานกันอย่างลงตัว !

ตอนอยู่นาซาผมเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จนไม่มีวิชาอะไรให้เรียนแล้ว ผมก็เลยเกิดคำถามว่าวิทยาศาสตร์เองก็มั่วเยอะ ใช้วิธีการอนุมานและตั้งสมมติฐานเยอะ ก็เลยถามตัวเองว่า ฉันกำลังทำอะไรอยู่ พอได้อ่านบทความของไอสไตน์เขียนไว้ก่อนตายว่า ศาสนาที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดคือ พุทธะ บางคนถามผมว่า ในโลกนี้มีอาชีพนี้ด้วยหรือ อย่างการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ครูในโรงเรียนสอนไม่รู้เรื่องเด็กก็เลยไปโรงเรียนกวดวิชา บริษัทก็เหมือนกัน คนข้างในคิดไม่ออก ก็ต้องให้มือที่สามมอง คล้ายๆการกินนมวัว ไม่จำเป็นต้องเอาวัวมาเลี้ยงที่บ้านเขาเรียกว่า ขายไอเดีย อย่างคนทำการตลาดอยู่ 5-10 ปีไอเดียก็ตัน ที่สุดก็จ้างคนนอกช่วยคิด 

19 ปีที่แล้ว เขาเป็นวิศวกรองค์การอวกาศนาซา ประเทศสหรัฐอเมริกา และที่น่าทึ่งกว่านั้น ก็คือ ได้รับรางวัลงานวิจัยดีที่สุดระดับโลกเกี่ยวกับเครื่องยนต์ไอพ่น และที่ไม่น่าเชื่อก็คือ เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมต้องคิดจนสุดขอบจักรวาลถึง 450 ล้านปีแสง เราบ้าหรือไร้สาระเกินไปหรือเปล่า  ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ผู้ชายอารมณ์ดีที่กล่าวถึงปัจจุบันเป็นพ่อของลูกสองคน นักเขียน วิทยากรอิสระที่ปรึกษามืออาชีพให้องค์กรรัฐและเอกชนหลายสิบแห่งเจ้าของ บริษัทพรีม่า แมเนจเม้นท์ จำกัด และนักปฏิบัติธรรม  เขาเป็นนักอ่านตัวยง อ่านหนังสือเร็วมาก จนบรรณารักษ์ห้องสมุดสงสัยว่า อ่านจริงหรือเปล่า ขณะที่เด็กคนอื่นๆ วิ่งเล่น แต่เขาอ่านหนังสือที่คนอื่นไม่อ่าน

ตอนเรียนมัธยมปีที่ 1 อ่านสารานุกรม (Encyclopedia ) 30 กว่าเล่ม และอ่านแบบเรียนมัธยมปีที่ 5 ของพี่ชาย ทำให้ไม่ค่อยสนใจการเรียน กระทั่งไปเรียนต่างประเทศจนจบปริญญาเอกวิศวกรรมเครื่องกลและวัสดุศาสตร์ และทำงานองค์การอวกาศนาซานาน 7 ปี

ในที่สุดเก็บกระเป๋ากลับเมืองไทย เพราะเรียนจนไม่รู้จะเรียนอะไร กลับมาเมืองไทยช่วย ‘ดร.รุ่ง แก้วแดง’ วางแผนระบบการศึกษาอยู่พักหนึ่ง เขาบอกว่า ระบบการศึกษาต้องรื้อทั้งโครงสร้าง เอาไม่อยู่แล้ว และงานหลักเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สอนด้วยวิธีการไม่สอนใคร บางครั้งเรียนริมสระว่ายน้ำ บางครั้งเรียนที่บ้าน ที่พิสดารกว่านั้น คือเขาให้นักศึกษาออกข้อสอบและตรวจข้อสอบเอง ปรากฏว่า นักศึกษาสอบตกทั้งห้อง และผู้บริหารไม่พอใจวิธีการสอนของเขา จนอาจารย์อาวุโสท่านหนึ่งเตือนว่า “วรภัทร์…ถ้าเธอยังปากจัดแบบนี้ จะมีแต่ศัตรูมากกว่ามิตร”

ไม่เพียงเท่านั้น เขาเกือบเป็นคนพิการ เพราะป่วยเป็นโรคกระดูกเปราะนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลแรมปี ตอนนั้นศรีภรรยาร้องไห้ แต่เขายิ้มรับ และวางแผนการรักษาตัวเอง จนสามารถลุกขึ้นยืนได้ กว่าจะได้พูดคุยเป็นเรื่องเป็นราว

เขาจำต้องเคลียร์คิวนัดหมายจนลงตัว และส่งเสียงมาตามสายว่า จะให้ผมประแป้งไว้รอไหม ทำให้คนปลายสายรู้สึกว่า งานนี้สนุกแน่ จะสนุกหรือไม่ ต้องลองอ่านเรื่องราวของผู้ชายที่รู้จักจัดการชีวิตตัวเองอย่างมีแบบแผน และไม่ลืมที่จะหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้คนรอบข้าง

+ คุณเป็นคนเรียนเก่งตั้งแต่เด็กหรือ

ก็ไม่ถึงกับสอบได้ที่ 1 ตอนอยู่ประถมปีที่ 6-7 อ่านหนังสือจิตวิทยาและปรัชญาแล้ว ถ้ามุ่งเรียนอย่างเดียว คบเพื่อนน้อย แล้วบริหารใจตัวเองไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์ ผมคิดแบบนี้ตั้งแต่เด็ก จำได้ว่าตอนเรียนอัสสัมชัญ ครูตีเพื่อนผม ผมถามมาสเตอร์ว่า ทำไมไม่ใช้จิตวิทยา ครูก็งง! ว่า เราคิดได้ยังไง ผมมาจากครอบครัวธรรมดาๆ พ่อแม่ค้าขาย ตอนเด็กๆ ป้าข้างๆ บ้านขายผลไม้ จ้างผมให้อ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง อ่านแต่ละครั้งก็ได้ผลไม้เป็นค่าจ้าง ผมเป็นลูกคนเล็ก เวลาพี่เรียนอะไร ผมก็เรียนด้วย พ่อแม่ต้องทำธุรกิจ ทิ้งผมให้อยู่บ้านกับยาย พอไม่มีอะไรทำ ผมก็อ่านหนังสือ

+ แล้วคุณแปลกแยกจากเพื่อนๆ ไหม

เวลาคนอื่นไปปาร์ตี้เฮฮา ผมนั่งอ่านหนังสือ ผมคิดประหลาดๆ ตอนเรียนมัธยมปีที่ 1เห็นเพื่อนเล่นกีตาร์ ก็ถามเพื่อนว่า ทำไมเล่นกีตาร์เพลงคนอื่น ทำไมไม่แต่งเพลงเอง เวลาใครร้องเพลงอะไรออกมา ผมก็เอามาแปลง คนเราไม่จำเป็น ต้องตามรอยเท้าใคร ผมโดนครูตบและตีบ่อย กลายเป็นตัวประหลาด ในที่สุดผมต้องเงียบ เผด็จการทางการศึกษาเยอะ ผมไม่ค่อยพูดเรื่องพวกนี้กับเพื่อน ก็คุยกับพี่ชาย สมัยอยู่ประถม 6 ผมกับพี่ชายประดิษฐ์เรือดำน้ำเล็กๆเล่นกัน สมัยเด็กผมเคยได้รางวัลแกะสลัก เขาเอาผลงานผมไปประกวดกับรุ่นใหญ่ ตอนแรกๆ เขาหาว่าผมโกง จริงๆ แล้วผมทำเอง เด็กวัยนั้นส่วนใหญ่แกะลายง่ายๆ ผมแกะไม้สักลายกนกสองชั้น แต่ไม่ถึงระดับประตูวัดสุทัศน์นะ

+ คุณเป็นนักอ่านตัวยงตั้งแต่เด็กแล้วอ่านหนังสืออะไรบ้าง

อ่านเอ็นไซโคลพิเดียภาษาอังกฤษ 30 เล่มตั้งแต่เรียนมัธยมปีที่1 ผมเป็นนักเสพข้อมูล เรื่องไหนที่ผมไม่เข้าใจ ผมจะพยายามศึกษาจนรู้จริง อย่างตอนนี้คุณดื่มชา ถ้าคุณถามเรื่องนี้ผมก็อธิบายได้ สมัยเด็กๆ เพื่อนผมหวงกล้องมาก ไม่ให้ผมแตะ ผมอยากรู้ ผมก็เรียนเรื่องถ่ายภาพด้วยตัวเองสุดยอดของการอ่าน ผมค้นพบว่าต้องคบคนที่รู้จริงในศาสตร์นั้นๆและต้องปฏิบัติด้วย ผมอ่านหนังสือเร็วมาก 2-3 เล่มหนาๆ อ่านแค่คืนสองคืน ครูบรรณารักษ์ก็งง! ถามว่า อ่านจริงหรือเปล่า ผมบอกให้ถามเรื่องราวในหนังสือที่อ่าน หนังสือเล่มบางๆ หรือหนังสือกำลังภายใน ผมอ่านไม่นาน ผมหันมาเป็นพุทธเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เมื่อก่อนนับถือศาสนาคริสต์ ตอนนั้นสับสนในศาสนาตัวเอง ผมทะเลาะกับนักบวช เขาบอกให้แก้บาป รับศีล ผมอ่านคัมภีร์ไบเบิล ผมเถียงไปว่า ในใบเบิลไม่มีแก้บาป รับศีล มนุษย์รุ่นหลังเขียนขึ้นเอง พอผมเถียง เขาก็ว่าผมเป็นแกะดำ (หัวเราะ) เวลาผมอ่านหนังสือ ถ้าเล่มไหนชอบมากจะอ่านทุกตัว ถ้าเป็นหนังสืออ่านยากๆ ก็จะเขียนโน้ตสรุปความคิดรวบยอด อ่านจบบรรยายได้เลย เล่มไหนไม่ชอบก็อ่านแค่วิธีคิด พออ่านมากๆ ก็เดาแนวทางคนเขียนออกอ่าน แค่ตัวอย่างและประสบการณ์เพื่อจำไว้สอนคนอื่น ผมอ่านหนังสือบริหารประมาณ 50%, อ่านหนังสือธรรมะ 30% และที่เหลือเป็นหนังสือประวัติศาสตร์

+ คุณค่อนข้างใฝ่รู้ในทุกๆ เรื่องแล้วจัดการองค์ความรู้อย่างไร 

ตอนผมเรียนเมืองนอก ผมไปพิพิธภัณฑ์บ่อยมาก เวลาผมดูภาพวาด ผมชอบคุยกับเจ้าหน้าที่ ผมอยากรู้ว่าภาพวาดชุดนี้โด่งดังได้อย่างไร องค์ประกอบภาพ การใช้สี ความกลมกลืนระหว่างศิลปะ เราตั้งคำถามว่า ทำไมศิลปินดังๆ ใช้พู่กันปากเป็ดเพียงอันเดียวก็สามารถวาดรูปได้สวย  เราไม่ได้มองแค่ภาพ แต่มองลึกลงไปถึงปรัชญาที่ซ่อนอยู่ อย่างภาพวาดอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี หรือเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ มองแค่ความงามอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองลงไปถึงวิธีคิดและอารมณ์ที่ใส่ลงไป สุดท้ายมองความว่างในใจเขา  ผมสนใจทุกอย่าง ทุกเรื่อง ไม่ได้มั่ว ผมคิดว่า ท่ามกลางพายุที่สับสน ผมจับลมปราณของมันได้ ผมจับได้ทุกวิชา อย่างประวัติศาสตร์สะท้อนอารมณ์และจิตใจคนยุคนั้นๆ ผมคิดต่อว่า ทำไมเขาตัดสินทำแบบนั้น พอมาถึงยุคปัจจุบัน เหตุการณ์ใกล้เคียงกัน ก็นำมาใช้กับการวางยุทธศาสตร์ ทุกเรื่องเกี่ยวข้องกันหมด หากขึ้นไปที่ต้นแม่น้ำจะเจอเรื่องเดียวกันคือ ตาน้ำ การศึกษาก็เหมือนกัน ถ้าเรารู้จักอ่านหนังสือ ก็จะเจอแก่นของมัน จะวิพากษ์อะไรก็ได้ เพราะเราเข้าใจ

+ แล้วคิดว่า ตัวเองเก่งกว่าคนอื่นไหม

ไม่ครับ ผมเป็นมิสเตอร์ประนีประนอม ผมชอบการวางยุทธศาสตร์ ประสานให้คนโน้นรักกับคนนี้ ผมไม่ใช่คนเรียนเก่งจนได้ที่ 1 ผมเป็นพวกชอบเข้าห้องสมุด มีโลกเป็นของตัวเอง ร่างกายไม่แข็งแรง สมัยก่อนผมเป็นคนจนในโรงเรียนรวย ถูกเปรียบเทียบตลอด บางทีถูกประจานหน้าโรงเรียน เพราะไม่จ่ายค่าเล่าเรียน เรื่องหลงตัวเอง ก็เลยไม่มี อีกอย่างผมมีนิสัยชอบให้อภัย อย่างมีคนขับรถปาดหน้ารถพ่อแม่ผม พ่อก็บอกว่า ให้เขาไปเถอะ เมียเขาคงจะคลอดลูก

+ ตอนนั้นคุณวางแผนการเรียนไว้อย่างไร

ผมอยากเป็นแพทย์มาก แต่ตอนอยู่มัธยมปีที่ 5 สงสัยเล่นไพ่บริดจ์และหมากรุกมากไป ผมชอบเกมที่ใช้ยุทธศาสตร์ ผมจึงเข้ามาทำงานวางแผนพัฒนาให้บริษัทต่างๆ อย่างกระทรวงแรงงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์ ก็เคยไปช่วย ผมมาเรียนคณะวิศวกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงผมจะไม่ชอบ ผมก็เรียน เพราะครอบครัวมีเงินจำกัด พอเรียนจบผมต่อรองกับพ่อแม่ว่า จะไม่เอามรดก แต่ขอค่าเครื่องบินไปเรียนเมืองนอก ถ้าพลาดผมจะไปแบกถาดเสิร์ฟอาหาร

ภาพอาจารย์วรภัทร์

ภาพอาจารย์วรภัทร์

+ ชอบวางยุทธศาสตร์การบริหารมาตั้งแต่เมื่อไหร่ 

โดยสันดานแล้ว ผมสนใจทุกอย่าง ทำกับข้าวก็สนใจ อยู่อเมริกาลองไปเป็นกุ๊กร้านอาหาร ตอนนั้นผมไม่ค่อยมีเงิน และคิดว่าถ้าเราต้องทำกับข้าวกินทุกวัน จะทำอย่างไรให้อร่อย ผมก็ไปเป็นลูกมือ พัฒนาตัวเองเรื่อยๆ ตอนนั้นผมเป็นนักเคมีเทคนิค พอมาจับศาสตร์เรื่องอาหาร ก็ใช้ศิลปะมาผสมผสาน ผมได้เป็นกุ๊กร้านอาหารไทยของเพื่อน ช่วยทำกับข้าวและบริหารร้านอาหาร โหราศาสตร์ผมก็สน แต่ไม่ได้เรียนรู้เพื่อการทำนาย ผมชอบสังเกตคน ทำให้ง่ายในการบริหาร อ่านเกมขาด อย่างเจอสาวราศีกันย์ เธอชอบความมีระเบียบ ความสะอาด ผมเอาหลายๆ ศาสตร์มารวมกันแล้วบูรณาการ

+ ทำไมองค์การอวกาศนาซา อยากได้คนอย่างคุณมาทำงานด้วย

ในนาซามีคนไทยประมาณ 10 คน ทางนาซาต้องการคนที่มีคุณสมบัติอย่างผม คือจบปริญญาตรีด้านวิศวเคมี ปริญญาโทด้านวัสดุศาสตร์วิศวกรรม ผมเก่งชีววิทยาและวิศวกรรมด้วย ตอนผมเรียนปริญญาโททำวิทยานิพนธ์เรื่องเหล็กดามในกระดูกมนุษย์ นาซาต้องการจับฉ่ายวิศวกรรม หาคนแบบนี้ในโลกได้ยากและหามานาน 3 ปี ผมเป็นคนเดียวในโลกที่มีลักษณะเหมาะกับโครงการใหม่ตอนนั้น เซรามิคเคลือบไอพ่น

ตอนนั้นนาซาถามไปที่อาจารย์ต่างๆ ในมหาวิทยาลัย อาจารย์ที่ปรึกษาผม ทำวิจัยที่นาซา ก็เลยแนะนำวรภัทร์ องค์การอวกาศนาซามีวิศวกรกว่า 3,000 คน ตอนนั้นนาซาส่งผมเรียนปริญญาเอก ออกค่าใช้จ่ายให้หมด ผมทำงานในแล็บด้านวัสดุเคลือบยาน มีเลขานุการหนึ่งคน เราทำงานเป็นทีมมีหลายชาติด้วยกัน งานวิจัยของผมเรื่องเครื่องยนต์ไอพ่นดีเด่นเมื่อปี 2528 คว้ารางวัลที่ 1 ของโลกให้นาซา

+ ได้ประสบการณ์อะไรจากนาซาบ้าง

อยู่นาซาสนุกครับ ผมทำงานวิจัยออกแบบและทดลอง ทุก 6 เดือนต้องมีผลงานวิจัยออกมา เข้าแล็บใช้หุ่นยนต์เคลือบเซรามิคบนไอพ่น แล้วประกอบลูกไอพ่นติดบนยานอวกาศ เพื่อให้บินขึ้นฟ้า เราก็ใช้คอมพิวเตอร์คำนวณแก้สูตร พวกอเมริกันเก่งเรื่องกระบวนการคิด ทำงานเป็นทีม ทำคนเดียวไม่ได้หรอก จึงยากในการขโมยความคิด

ผมได้เรียนรู้จากนาซามาก เวลาสอนอาจารย์จะโยนหนังสือมาให้เล่มหนึ่ง อ่านภายในหนึ่งสัปดาห์ แต่เราอ่านเร็วอยู่แล้ว ที่นั่นใช้วิธีสอนเหมือนไม่สอน ซักถามและวิเคราะห์กันหนักๆ อย่างเช่น คุณเห็นใบไม้ที่โคนกิ่งไม้ ลองคำนวณว่ามีแรงกี่ปอนด์ 

แต่ผมกลับถามตัวเองว่า ทำไมเราต้องไปถึงสุดขอบจักรวาล 450 ล้านปีแสง เรากำลังบ้าหรือเปล่า สุดท้ายเราทำอะไร ณ วินาทีนี้ ถ้าเราอยู่ขอบจักรวาล เราจะทำอะไร ผมว่า มันไร้สาระ

+ ความไร้สาระในความคิดของคุณคืออะไร

ก็รู้สึกว่า สิ่งที่พวกเขาทำดูไร้สาระ รวมทั้งตัวเราด้วย น่าจะมีคำตอบที่ดีกับชีวิต ตอนนั้นผมอ่านพุทธศาสนาแล้ว ยิ่งมาเจอหนังสืออาจารย์พุทธทาส ก็รู้สึกว่า ใช่ เราไปถึงขอบจักรวาล สุดท้ายก็ย้อนกลับมาที่ใจตัวเอง แต่ไม่เคยศึกษาเลย ทั้งๆ ที่ผมไม่ใช่คนบ้างาน ผมทำทุกอย่างด้วยความสมดุล ไม่มีปัญหาครอบครัว มีแต่ปัญหาสุขภาพ กระดูกหลังแตก เป็นโรคกระดูกเสื่อม

+ อาการป่วยของคุณมีสาเหตุจากอะไร

จะให้ผมตอบคำถามทางโลก หรือทางธรรม (หัวเราะอารมณ์ดี)

ทางโลกคือ เป็นโรคชนิดหนึ่งทางกรรมพันธุ์ เกิดในชายอัตราส่วน 1 ต่อ 4 และหญิงอัตรา 1 ต่อ 7 แต่ในทางธรรมคือ กรรม หมอพบว่า ผมเป็นโรคกระดูกหัก หมอสรุปว่า เป็นโรคคนขยัน ใช้สมองเยอะไป แต่ผมเป็นคนขี้เล่นและร่าเริง (ขณะถ่ายภาพ เขากระโดดโลดเต้นกับลูกๆ )

+ ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก แต่กลับไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการ คุณกำลังค้นหาอะไรหรือ

ผมค่อนข้างจับฉ่ายแมน ชอบขับรถ เดินป่า ธรรมชาติ และศิลปะ ตอนอยู่นาซาผมเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ จนไม่มีวิชาอะไรให้เรียนแล้ว ผมก็เลยเกิดคำถามว่า วิทยาศาสตร์เองก็มั่วเยอะ ใช้วิธีการอนุมานและตั้งสมมติฐานเยอะ ก็เลยถามตัวเองว่า ฉันกำลังทำอะไรอยู่ พอได้อ่านบทความของไอสไตน์ เขียนไว้ก่อนตายว่า ศาสนาที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดคือ พุทธะ  ผมก็งง! ตอนนั้นผมยังเป็นคริสเตียน ผมต้องขอบคุณท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านเขียนเชื่อมโยงพุทธกับคริสต์ได้ดีมาก สุดท้ายแล้วเป็นเรื่องเดียวกัน แต่วิธีการเข้าหามีหลายวิธี ไม่ต่างจากการขึ้นภูเขา พระพุทธเจ้าพูดอะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่งมงาย คนมาปฏิบัติธรรมทางพุทธ ถ้าขี้เกียจจะไม่ค่อยเห็นผล

+ หลังจากเรียนจบปริญญาเอก ทำไมคุณไม่ทำงานอยู่นาซาอีก

นาซาก็ถามว่า จะอยู่ต่อไหม ถ้าอยู่ต่อก็เป็นหนึ่งในทีม ทำเรื่องเครื่องมือขุดแร่บนดวงจันทร์ ตอนนั้นผมมีแฟน ก็เลยสับสน

ก่อนตัดสินใจมีทางเลือกให้หลายข้อคือ
1. อยู่นาซา
2. อยู่บริษัททำเครื่องบินโบอิงหรือบริษัททำเครื่องบินไอพ่นอีกแห่ง
3. เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
4. กลับไทยหรือไปยุโรป
ผมก็ให้คะแนน แล้วถามว่า
1. ชีวิตนี้ต้องการอะไร ….
คำตอบคือ กินอร่อย ก็ต้องอยู่เมืองไทย, ชอบเที่ยว อยู่อเมริกาอากาศหนาว เที่ยวได้น้อย
2. ถ้าชราแล้วอยู่อเมริกาจะเป็นประชากรชั้น 3 หรือชั้น 4 ลูกจะกลายเป็นฝรั่งและไม่รักเรา แล้วจะดูแลพ่อแม่ที่กำลังชราอย่างไร
3. อีกข้อเงินเดือนในเมืองไทยน้อยมาก แต่ฝีมือระดับผม ไม่กลัวอยู่แล้ว

+ แม้กระทั่งการตัดสินใจก็คิดเป็นระบบ ?

คุณสังเกตผมสิ ผมคุยกับคุณ ไม่ค่อยเปลี่ยนเรื่อง คิดเรื่องเดียว อารมณ์เดียว ผมคิดเป็นระบบ พอเรียนพุทธ ยิ่งคิดเป็นระบบมากขึ้น ผมเคยบวชเป็นพระธุดงค์อยู่ 13 วัน ผมขยันสุดๆ ผมคิดว่าถ้าคนคิดไม่เป็น จะคิดวนเวียน ย้ำคิด ย้ำทำ คิดไม่ตกเป็นเดือน แต่ผมตัดสินใจแล้ว ทำได้เลย ตัดอารมณ์ออกไป ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกับใครว่า ทำไมเราเลือกแบบนี้ ไม่สับสน ผมปรึกษาหลายคนเหมือนทำวิจัยให้ตัวเอง ทำเป็นตารางการตัดสินใจ

สรุปแล้วผมกลับเมืองไทย เพราะอยากดูแลพ่อแม่ แม้จะมีปัญหารายได้ แต่เปรียบเทียบแล้ว ตอนชราถ้าอยู่อเมริกา ก็จะกลายเป็นคนแก่เหงาๆ ลูกผมคงไปอยู่อีกรัฐ รอลูกมาเยี่ยมช่วงคริสต์มาส สุดท้ายเราก็จะแก่ลงอยู่บ้านพักคนชราให้พยาบาลฝรั่งดุและตบตี พยาบาลไทยอ่อนหวานกว่าเยอะ แต่ถ้าอยู่เมืองไทยก็จะเจอสภาพรถติด คนคิดอะไรก็ไม่รู้ ระบบสุขภาพแย่ แต่ผมก็คิดว่า พ่อและปู่มาจากเมืองจีน ก็ทำได้ เราก็ต้องทำได้ ด้วยฝีมือขนาดนี้ ไม่มีปัญหา

+ พอกลับมาเมืองไทย คุณมีปัญหาเรื่องการปรับตัวเข้ากับสังคมไทยไหม

แค่ออกมาอยู่ในสังคมอเมริกัน ก็ต่างจากนาซาแล้ว คนนาซาจะคิดเป็นระบบ ถ้าอยู่อเมริกาต่อไป อย่างมากก็แค่กลางแถวหรือหางแถว ถ้ากลับเมืองไทยต้องเจอกับพวกเจ้าพ่อทำอะไรชั่วๆ ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์
อย่างโครงการสมองไหลที่ดึงนักวิทยาศาสตร์เมืองนอกกลับมา บอกจะให้โน้น ให้นี่ ก็ไม่ใช่แบบนั้น

บริษัทแห่งหนึ่งติดต่อผมตั้งแต่อยู่อเมริกา พอมาสัมภาษณ์ ก็รู้ทันทีว่า เขาไม่รับผม เพราะคุณใหญ่มาจากที่อื่นมาทำงานกับเขา อาจถูกหมั่นไส้ ผมก็คิดว่าเป็นอาจารย์จุฬาฯ น่าจะดีกว่า ตอนนั้นเป็นทั้งอาจารย์ ที่ปรึกษาการบริหาร และวิทยากรอิสระ

+ ชีวิตการสอนในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไรบ้าง

ผมจะสอนหนังสือไม่เหมือนใคร เคยมีคนว่า ผมเพี้ยน ผมพาเด็กวิศวะไปเรียนริมสระว่ายน้ำ ดูนิสิตสาวๆ ว่ายน้ำและเรียนไปด้วย ไม่เห็นเป็นไร ผมออกนอกกรอบตลอด เคยถูกผู้บริหารเรียกไปดุ
ผมออกข้อสอบสนุกมาก เด็กวิศวะได้ศูนย์ทั้งห้อง ตัวอย่างข้อสอบผม “จงออกข้อสอบเอง พร้อมเฉลย”เด็กใบ้ทั้งห้อง ส่วนใหญ่คิดข้อสอบแบบตื้นๆ ตรงไปตรงมา ยกตัวอย่าง ปั้นจั่นมีกี่ชนิด แต่ผมอยากให้เป็นข้อสอบแสดงความคิด  เพราะชีวิตคนเราจะรอให้อาจารย์ตั้งโจทย์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องหาโจทย์มาเอง คิดแล้วทำ ถ้าผิดอาจารย์จะปรับให้ แต่เด็กไทยทำไม่ได้ เด็กก็โวยวายว่า อาจารย์วรภัทร์ไม่ค่อยสอน แล้วมาออกข้อสอบประหลาดๆ ผมก็บอกเด็กว่า พวกคุณติดสันดานเด็กกวดวิชา รอคนคาบของทุกอย่างมาป้อนให้ คุณเคยทำตัวเป็นครูกวดวิชามอบความรู้ให้คนอื่นไหม ถ้าคุณรอและตั้งรับ คุณก็เป็นพวกอีแร้ง แต่คุณแย่กว่า คุณเป็นแค่ลูกอีแร้ง คือ รออาหารที่ป้อนให้ แล้วคุณจะไปสู้มหาอำนาจได้ยังไง เด็กๆ ตามไม่ทัน

จนผมขึ้นไปสอนระดับปริญญาโท ก็ใช้วิธีการสอนแบบนี้ สุดยอดการสอนคือ ไม่ต้องสอนมาก เดี๋ยวนี้ลูกศิษย์ผม ก็ยังติดต่อกัน เมื่อก่อนมาเต็มบ้าน (ศรีภรรยาบอกว่า บางครั้งเด็กๆ มานั่งปรึกษาปัญหาหัวใจ เหมือนเป็นศิราณี ) ไม่ต้องเรียนที่มหาวิทยาลัยก็ได้ มานั่งคุยกันก็ได้
เวลาผมไปเป็นที่ปรึกษาบริษัทไหน ก็เอานักศึกษาหิ้วกระเป๋าตามอาจารย์ จะได้เรียนรู้ไปด้วย ถ้าไม่ทำงานข้างนอกบ้าง อาจารย์จะโง่ อ่านตำราแล้วไปสอนเด็กอย่างเดียวไม่ได้ ในเมืองนอกถ้าอาจารย์คนไหน ไม่ทำงานข้างนอกแสดงว่า คุณห่วย

+ แล้วทำไมต้องลาออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย 

ผมคิดต่าง จำได้ว่าอาจารย์เกษียณในวงการศึกษาคนหนึ่งมากระซิบผมว่า วรภัทร์… ถ้าเธอยังปากจัด
เธอจะทำงานสำเร็จลำบาก ศัตรูจะมากกว่ามิตร ผมรู้ตัวว่า ปากจัด เป็นแบบฝรั่ง ซัดกันในที่ประชุมเลย
แต่คนไทยประชุมกัน 3-4 ชั่วโมง ออกความคิดกันให้วุ่นวาย แต่ไม่ได้อะไรเลย อาจารย์ในมหาวิทยาลัยบางคน
ก็ทำวิจัยในสิ่งที่สังคมไม่ต้องการ ไม่ได้ถามสังคมว่า ตอนนี้สังคมอยากรู้เรื่องอะไร แต่ไม่ใช่ว่าอาจารย์เป็นอย่างนี้ทุกคน ผมรู้ตัวว่า เป็นอาจารย์คงไม่รุ่ง ผมโดนว่า เอาเวลาราชการไปหากิน ทั้งๆ ที่เราอยากนำกรณีศึกษากลับมาให้เด็ก และข้าราชการเงินเดือนน้อย สุดท้ายเราไม่อาจสร้างสมดุลชีวิตตรงนี้ได้ ก็เลยลาออก

+ ตอนป่วยนอนโรงพยาบาลเป็นปีๆ คุณจัดการชีวิตอย่างไร

10 ปีที่แล้วผมหลังหัก กระดูกแตก นอนเตียงเกือบปี ผมเป็นแบบนี้บ่อยๆ ตอนนี้ก็เป็น เข้าโรงพยาบาลบ่อย
ตอนนั้นผมใช้ห้องพิเศษในโรงพยาบาลทำงาน นิสิตปริญญาโทก็เอารายงานมาคุยกันตรงนั้น
ผมให้คำปรึกษาบริษัทต่างๆ บนเตียงนอน ผมวางแผนการรักษากระดูกแตกให้ตัวเอง เพื่อให้ร่างกายขยับได้
ผมวางแผนไว้ว่าจะว่ายน้ำได้กี่เมตร ตั้งเป้าว่า จะต้องยืนครั้งแรกให้ได้ ถ้าพิการก็ไม่เป็นไร

+ ช่วงนั้นท้อแท้มั้ย

ไม่มี อกหักสองสามครั้ง ก็ช่างมัน คิดแบบนี้ ถ้าวินาทีนี้ถึงผมจะนอนเตียง ขยับตัวไม่ได้เลย มือและปากยังเหลือ ผมจะแปลหนังสือภาษาอังกฤษให้ ตอนนั้นพยาบาลที่มาเฝ้าไข้ กำลังเรียนปริญญาโท ผมก็ทำตัวให้เป็นประโยชน์ ช่วยคิดหัวข้อให้ และตลกมากตอนนั้นหมอพาผมไปที่สถานที่คนพิการอยู่ นั่งรถเข็นเข้าไป ผมเห็นคนอื่นท้อแท้ หมดอาลัยตายอยาก มีวงดนตรีมาแสดงให้กำลังใจคนพิการ เราก็เป็นคนพิการนั่งอยู่ด้วย หลายคนท้อแท้  แต่เราวางแผนชีวิตแล้ว อีก 3 เดือนจะยืนให้ดู ถ้ายืนไม่ได้ ถึงผมต้องเป็นคนพิการ ก็ต้องเป็นแชมป์พาราลิมปิก ผมทำได้ครับ

ผมทะเลาะกับหมอ ผมถามหมอว่า เคยวางแผนการรักษาคนไข้ไหม แล้วบอกไปว่า หมอควรรักษาใจเขาด้วยนะ ผมซักถึงทางเลือกในการรักษามีกี่วิธี ยาชนิดไหนใช้แล้วประสบความสำเร็จมากกว่ากัน แล้วอีก 3 เดือนผมจะเป็นอย่างไร ถ้าพลาดมีทางเลือกอื่นไหม หมอก็บอกว่า คุณไม่ใช่หมอ ผมก็บอกไปว่า คุณกำลังจัดการชีวิตผม ผมมีสิทธิรู้ สุดท้ายผมค้นพบว่า โรคนี้รักษาไม่หาย ผมก็เลยลองมาปฏิบัติธรรม

+ หันมาใช้ธรรมะรักษาโรค แล้วผลเป็นอย่างไรบ้าง 

ตอนนี้ยังไม่ปรากฏผล ลองใช้สมาธิรักษา ผมอ่านงานท่านอาจารย์พุทธ หลวงปู่มั่น อ่านแล้วก็นั่งคิด
คนไทยนี่ขนาดเรียนพุทธศาสนา ก็ยังคิดไม่เป็นระบบ พอหลวงพ่อบอกว่าให้ดูลมหายใจ ก็ทำกันเล่นๆ ไม่จริงจัง แต่ผมจะทำทั้งวัน ทั้งคืน ว่างเป็นปฏิบัติทุกสถานที่ เวลาผมเดินตรวจโรงเรียน ก็ดูลมหายใจทำใจให้ว่าง
ความคิดมาก็ทำจิตให้ว่าง เดี๋ยวนี้ผมจะวางอารมณ์ ไม่มีอคติ ผมฝึกจริงๆ แค่ 2 ปี ก็เป็นไปโดยอัตโนมัติ
อารมณ์นิ่ง แต่มีบางครั้ง เราต้องแกล้งโมโหนิดหนึ่ง เพื่อให้ยุทธศาสตร์บางเรื่องประสบความสำเร็จ

+ ในช่วงบวชเป็นพระธุดงค์ คุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง

บวช 13 วันก็ได้เรื่องได้ราว เพราะก่อนหน้านี้ก็ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ตอนนั้นบวชกับหลวงปู่จันทา ถาวโร วัดป่าเขาน้อย พิจิตร ผมเลือกสายปฏิบัติหลวงปู่มั่น ได้เรียนรู้การนอนน้อย ฉันมื้อเดียว พุทโธทั้งวัน ทั้งคืน จนสามารถควบคุมอารมณ์ได้ ทำให้ผมเข้าใจว่า พุทธะคือความว่าง ผมเรียนรู้ด้วยตัวเอง ตอนหลังไปเรียนเพิ่มเติม เดินในป่าช้าที่วัดธรรมอุทยาน ขอนแก่น ก็เอาเรื่องพวกนี้มาสอนคน

+ อุตส่าห์เรียนวิทยาศาสตร์จนถึงขั้นสุดยอด แต่กลับรู้สึกว่า พุทธศาสนาน่าจะให้คำตอบชีวิตมากกว่า ลองอธิบายความคิดตรงนี้ได้มั้ย

ศาสนาพุทธเหมือนโลกกลม นักวิทยาศาสตร์เป็นพวกโลกแบน แล้วไม่ยอมเดินเรือออกไปที่ขอบจักรวาล
เมื่อผมอยากรู้จักพุทธ ก็ต้องศึกษาและปฏิบัติ แรกๆ ก็เชื่อเขาไปก่อน โยนความคิดทิ้งไปก่อน
ถ้าพลาดก็ว่ากันใหม่ เวลาหลวงปู่หลวงพ่อสั่งให้ทำ ก็ทำเต็มที่ สุดท้ายพบว่า กายกับจิตคนละตัวกัน
อย่าไปหลงกาย กายคือรถผจญภัย ผมก็ทำงานเต็มที่สร้างสมดุลทางโลกกับทางธรรม ถ้ารักษาจิตให้ว่าง
ถ้าทำจิตให้เป็นศูนย์หรือว่างก็คือ นิพพาน

+ แล้วคุณนำเรื่องธรรมะมาใช้กับงานอย่างไร

ปรากฏว่า สิ่งที่อาจารย์พุทธทาสสอน สุดยอดคือ บวชกับงาน หากเวลาทำงานเกิดเบื่อ ก็ให้รู้เท่าทัน
แล้วทำงานต่อ ผมสอนเรื่องการเดินจิต ปฏิบัติธรรมด้วย พอสอนเสร็จก็พาไปเดินในป่าช้าที่ขอนแก่น
เรื่องศาสนาผมให้เวลาเต็มที่ บางทีก็สอนปฏิบัติที่บ้าน ถ้ามีเวลาว่าง ก็จะพาไปวัด
ก่อนอื่นต้องสอนตัวเองและคนรอบข้างให้ได้ก่อน

ผมคิดว่า คนไทยฝึกเรื่องใจน้อยไป ตามใจลูกมากไป เด็กไม่เคยถูกสอนให้ควบคุมใจ กลายเป็นว่า ทุกคนอยู่อำเภอที่ไม่น่าอยู่คือ อำเภอใจ ไม่รู้จักควบคุมตัวเอง และแยกไม่ออกว่า ใจเป็นกุศลกับอกุศลต่างกันอย่างไร

+ อาชีพที่ปรึกษาต้องใช้ความสามารถหลายด้าน แล้วคุณให้คำปรึกษาด้านไหนเป็นกรณีพิเศษ

ผมจับฉ่ายนะ ใครอยากได้เรื่องไหนบอก ผมทำได้ อย่างการวางระบบไอเอสโอ 9000 ก็มีทั้งคนรู้จริงและไม่รู้จริง แต่ตอนนี้ผมไม่ได้จับเรื่องไอเอสโอแล้ว ผมเปลี่ยนมาทำเรื่องอื่นๆ เคยให้คำปรึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน
อย่างสถาบันมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ครัวการบินไทย ธนาคาร โรงพยาบาล โรงเรียน ฯลฯ

บางคนถามผมว่า ในโลกนี้มีอาชีพนี้ด้วยหรือ อย่างการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ครูในโรงเรียนสอนไม่รู้เรื่อง
เด็กก็เลยไปโรงเรียนกวดวิชา บริษัทก็เหมือนกัน คนข้างในคิดไม่ออก ก็ต้องให้มือที่สามมอง
คล้ายๆ การกินนมวัว ไม่จำเป็นต้องเอาวัวมาเลี้ยงที่บ้าน เขาเรียกว่า ขายไอเดีย
อย่างคนทำการตลาดอยู่ 5-10 ปี ไอเดียก็ตัน ที่สุดก็จ้างคนนอกช่วยคิด

+ คุณก็เหมือนคนขายความคิด ? 

ลองคิดดูนะ วิศวกรอยู่กับบริษัทมา 10 ปี ก็จะรู้เรื่องของบริษัทเท่านั้น ทำงานเยอะ ไม่มีเวลาค้นคว้า ไม่มีพรรคพวกมาก สมมติผมเก่งเรื่องปั้มน้ำ ก็จะมีบริษัทที่ทำเรื่องนี้หลายแห่ง

วันหนึ่งก็มาจัดการเรื่องปั้มน้ำให้ ก็ย่อมเก่งกว่าคนที่อยู่ตรงนั้น การบริหารสมัยใหม่จะเป็นอย่างนี้ ในโลกอนาคตจะไม่จ้างคนถาวร เป็นลักษณะจ้างเป็นช่วงๆ บางบริษัทเห็นผมเก่งด้านทรัพยากรบุคคล ก็เรียกไปช่วย บางบริษัทเห็นผมเก่งด้านการตลาดก็เรียกไป หรือเรื่องการวิเคราะห์ความเสียหายระบบสินค้า ใครปิ้งผมอารมณ์ไหนก็จ้างไป บางบริษัทก็ให้ไปสอนธรรมะ ก็มีทั้งเหมาปี เหมาวัน เป็นครั้งคราว ถ้าจะปรึกษาให้ได้ผล ผู้บริหารต้องเข้มแข็ง แนะนำอะไรแล้วไม่ทำ ก็ไม่มีผล เข้าทำนองให้ยาแล้วไม่กิน หรือไม่สามารถบริหารลูกน้องตัวเองได้

+ แล้วตอนให้คำปรึกษาในแวดวงการศึกษา คุณเจออุปสรรคอะไรบ้าง

ตอนนั้น ดร.รุ่ง แก้วแดง ชวนผมมาช่วยวางแผนการศึกษา แต่ผมก็ต้องออกมา เพราะคนดื้อเยอะ ผลประโยชน์เยอะ จนที่สุดผมมองว่า การศึกษาไทยไปไม่รอด ผมเบื่อระบบ เข้าวัดปฏิบัติธรรมดีกว่า ผมช่วยเรื่องวางระบบการประเมินคุณภาพโรงเรียน จัดวิธีคิดให้ พอผมเข้าไปทำ ก็เลยรู้ว่า ระบบการศึกษาไม่ได้สอนให้เด็กเรียนรู้ คนประเทศนี้ยังติดยึดอัตตาตัวเอง เวลาเสนออะไรไป ก็ไม่ทำ มีอะไรให้รื้อหลายอย่าง

ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ สนุกๆ สุดยอดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยคือ ไม่ต้องมีการสอบ แล้วเด็กหญิงไทยที่ทำแท้งกันเยอะแยะ ส่วนใหญ่เป็นเพราะมหาวิทยาลัยไทย ไม่รับคนมีสามี หรือคนมีลูกเข้าเรียน พอเด็กผู้หญิงพลาด อนาคตถูกทำลาย ต้องฆ่าเด็กด้วยการทำแท้ง ตอนผมสอนในอเมริกา ลูกศิษย์ผมมีลูก มีสามี ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มหาวิทยาลัยไทยจำกัดอายุผู้เรียน พวกสิทธิสตรีน่าจะลุยตรงนี้มากกว่า ที่ผมประท้วงหนักๆ ก็คือ การเรียนการสอนของไทย จะเป็นลักษณะครอบจักรวาล ไม่สอนให้เรียนรู้จริง แต่ตอนนี้ดีขึ้น มีโรงเรียนอย่างวิถีพุทธ ฯลฯ

สุดท้ายผมก็ปรับตัวเอง ผมเป็นคนปากจัด พอศึกษาทางพุทธ ก็ช่วยได้มาก ผมพูดตรง ทำจริง ไม่เห็นแก่หน้าใคร คิดแบบฝรั่ง ใครใหญ่ที่ไหนมาไม่สำคัญ ผมคิดว่าผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องฉลาดกว่าเด็ก แต่ไม่ใช่ว่า สอนเด็กให้ไม่เคารพผู้ใหญ่นะ

+ ปัญหาแบบไหนแก้ยากที่สุด

ปัญหาคือ ใจ การเลี้ยงลูกมีปัญหามาก ที่ผมไปทะเลาะกับเขาคือ หลักสูตรของไทยไม่เคยสอนเรื่องการเลี้ยงลูก หรือสอนการใช้ชีวิตง่ายๆ การใช้เงินก็ไม่สอน ไม่สอนให้ซัดกับกิเลส จริงๆ แล้วอย่าไปมองว่า การศึกษาต้องคุมครูอย่างเดียว สื่อมวลชนก็มีผลต่อเด็ก ลงข่าวการฆ่าตัวตายและภาพศพทุกวัน สื่อก็ไม่ได้เสนอข่าวเพื่อการเรียนรู้ การโฆษณาก็เน้นการใช้เงินมากจนเกินเหตุ 80% ของโทรศัพท์มือถือ โทรคุยเรื่องไร้สาระ อย่าไปโทษครูเลย การศึกษาไม่ใช่แค่ระบบโรงเรียนอย่างเดียว

มนุษย์ก็เป็นอย่างนี้แหละ เราแก้ไขคนทั้งโลกไม่ได้ ผมว่ามาแก้ที่ตัวเองก่อน เพราะสังคมไทยเลี้ยงลูกไม่เป็น ลูกงอแงก็ตี หรือไม่ก็ตามใจลูก จริงๆ ไม่ได้ตามใจลูกหรอก เขาเรียกว่า ตามใจพ่อแม่ ผมว่ามักง่ายในการเลี้ยงลูก บางคนเลี้ยงหมาได้ดีกว่าลูกตัวเอง คนไทยเวลาเล่นพระเครื่อง ก็อ่านหนังสือพระ เล่นรถก็อ่านหนังสือรถ ชอบเครื่องเสียงก็ซื้อหนังสือมาอ่าน บางทีอ่านหนังสือมาทั่วโลก แต่พอมีลูกไม่อ่านหนังสือเลี้ยงลูก

+ ลองกะเทาะเปลือกปัญหาสังคมให้ฟังอีกสักนิดได้ไหมคะ

เศรษฐกิจเมืองไทย เติบโตในกลุ่มเล็กๆ ที่ร่ำรวยอยู่แล้ว ประชาชนใช้เงินไม่เป็น เป็นทาสของสินค้า ผมคิดว่าฝรั่งพยายามทำลายวัฒนธรรม แล้วใส่กิเลสลงมาเยอะๆ ญี่ปุ่นพัง เพราะกิเลสตรงนี้ ปีที่แล้วญี่ปุ่นไม่ได้เจริญขึ้น ตะวันตกมาถือหุ้นในไทยมากขึ้น เพื่อให้เราตกเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจ ผมขอเดาว่า วัฒนธรรมจะค่อยๆ หายไป ถ้าคนไทยยังเป็นอย่างนี้ ฝรั่งจะมาครองประเทศ เราเข้าใจสังคมอเมริกันตามแบบที่เขาอยากให้เข้าใจ ฮอลลีวู้ดกับชีวิตจริงไม่เหมือนกัน ผมอยู่ในอเมริกา บ้านไม่ต้องมีรั้ว ผู้หญิงอเมริกันที่บอกว่า แย่ๆ บางคนท้องไม่มีพ่อ แต่ไม่ได้ทำแท้ง พวกเขาตกลงกันในโบสถ์ว่า จะเลี้ยงเด็กไม่มีพ่อคนนี้อย่างไร แต่สังคมเมืองไทยน่ากลัว รีดไถรังแกคนยาก คนจน และไม่เป็นพุทธะที่แท้จริง

แต่ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ก็มีดอกบัวผุดขึ้น มีพุทธสมบูรณ์แบบจำนวนไม่น้อย เวลาผมเขียนหนังสือ
ก็เลยใช้ธรรมะสอดแทรกในหลักการบริหาร ผู้บริหารระดับดอกเตอร์โยธาคนหนึ่งเคยอ่านหนังสือผม แล้วไปบวชเลย หรือบางคนอ่านหนังสือผม แล้วบอกว่า ศาสนาพุทธเป็นอย่างนี้เอง ไม่ต้องบวชก็ได้ ถ้าฝรั่งได้เรียนรู้พุทธศาสนา พวกเขาคิดเป็นระบบและขยันกว่าคนไทย เขาก็จะเปลี่ยนเป็นพุทธมากขึ้น สุดท้ายศาสนาพุทธจะเจริญในประเทศอื่น ผมคิดว่า ตัวเองใช้ชีวิตคุ้มแล้ว ได้เจอพุทธะก็พอแล้ว ตอนนี้ก็สอนคนให้เข้าใจ ถ้ามาถึงจุดหนึ่ง ก็จะรู้ว่า ไม่มีศาสนา เป็นเรื่องของความว่าง

ที่มา : จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ http://www.kanlayanatam.com/vcd/navy_hospital/drV.htm

——
ที่อจ. วรภัทร์ ภู่เจริญ แล้วมันโดนจริง ๆ สำหรับการศึกษาไทย ยิ่งอ่านยิ่งเศร้าใจ แต่สิ่งที่ อ.วรภัทร์ ภู่เจริญ พูดนั้นมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ มันน่าเศร้าไหมครับ

ที่ เราเห็น ในมหาวิทยาลัยของรัฐ หลายแห่ง นักศึกษาออไปใช้ บริการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์
บริการติววิชาระดับมหา ฯ แค่ กวดวิชา entrance ก็อัปยศแล้ว !!!
นี่ กวดวิชา เพื่อ ทำเกรด ในมหา ฯ
ที่มา : http://gotoknow.org/blog/ariyachon/130835 “
——-
คนที่ชื่อว่าเป็นนักการศึกษามีพฤติกรรมการศึกษา (จะเรียกเรียนรู้ก็ได้) หรือ มีแค่ปริญญาการศึกษา กันแน่”
ในทางกลับกัน “คนที่ไม่มีปริญญาการศึกษากลับมีพฤติกรรมการศึกษานั้นมีมากมาย”
…… ตราบใดที่ยัง วัดผล ปริญญา กันด้วย ผลของการรับรู้ คิดตรงกับผู้สอน
เอา information มาเข้าใจผิดว่าเป็น knowledge เรียนรู้แบบโดนยัดไม่เป็น constructionism learning ก็คง ได้ ปริญญาทางการศึกษาที่ไม่เรียนรู้ ไป บริหารการศึกษาต่อไป
ที่มา : http://gotoknow.org/blog/ariyachon/112400
——
โรงเรียนที่ เอาแต่ ค่าแปะเจี๊ยะ ก็จะได้ผู้ปกครองแบบ เสพนิยม เขาถือว่าเอาเงินฟาดหัว ครูได้
ผู้ปกครองแบบนี้ งกๆเค็มๆ มาเจอ ผู้บริหารโรงเรียนแบบงกๆเค็มๆ ไปด้วยกันได้พอดีเลย
สุดท้าย ไปลูกศิษย์ งกๆ เค็มๆ  ออกมาเป็น นักการเมืองโกงๆ แพทย์งกๆ วิศวกรไร้จิตใจ นักกฎหมายกระล่อน
ครูอาจารย์หยิ่งจองหอง พ่อแม่อารมณ์ร้าย ทีวีบ้ากาม พ่อค้า นักการตลาด นักโฆษณาวิปริต ชาวนาโดนหลอก ฯลฯ นักศึกษา นุ่งสั้น นมปลิ้น เป็น ผลพวง ของ ผู้ใหญ่ในสังคมครับ อย่าไปโทษเด็กเลย หัด “ดูตนเอง” ทำ reflection บ้าง เชิญหลายๆวงการ มามี ส่วนร่วม มามีความเป็นเจ้าของระบบการศึกษาบ้าง
เช่น ทีวี สื่อหนังสือพิมพ์ ดารา ข้าราชการ พ่อค้า พ่อแม่ ฯลฯ มา Show & share มาคุยกันดีๆ หยุดทะเลาะกันได้แล้ว !!!!!! Talk —> think —> theory —-> Trial —-talk —think —-> ฯลฯ ที่มา http://gotoknow.org/blog/ariyachon/112400
——–
เก่งเฉพาะทาง รู้ลึกๆ แต่โง่กว้างๆ คนหลายคน ชอบที่ จะ เก่งทางใดทางหนึ่ง แบบสุดๆ สุดโต่ง
ซึ่งผมก็เห็นด้วยไม่ว่าอะไร ….. เพียงแต่ จะถามว่า
– แน่ใจนะว่า ที่เก่งน่ะ เก่งสุดแล้ว
– หลงตนเองหรือเปล่า
– บ้ายอหรือเปล่า
– เก่งในรู คือ เก่งเฉพาะ ในประเทศหรือเปล่า หรือ แค่ในรั้วตนเอง
– เคยเฉลียวใจไหม  ฯลฯ

ผมอุปมา เกี่ยวกับการใช้จอบ “ขุดดิน” ให้ฟังนะ
ถ้าเราขุดไปเรื่อยๆ ให้จอบ ด้ามเดียว จะขุกลึกได้ ระดับตื้นๆ เท่านั้นเอง (ลงลึก เรื่องใดเรื่องหนึ่ง)
อย่างมาก ก็ไม่กี่ นิ้ว ไม่กี่ คืบ แต่ ถ้าเรา ยอมเสียเวลา ขยายปากหลุมที่เราขุด  ไปเสือกๆเรื่องอื่นๆบ้าง
– ไปอ่าน ไปฟัง คนนอกวงการของเราบ้าง
– ไปสุนทรีย์สนทนากับคนโน้น คนนี้
– ไปฟังคนประหลาดๆ วิจารณ์งานของเราบ้าง …… ”
– ไปเปิดหู เปิดตา และ เปิดใจ มองโลกด้วยมุมมองใหม่ ไม่ว่าจะร้าย หรือ จะดี …….”
– ไป คว้าจับ ข้อมูล แนวคิด สะกิดใจ ไปสร้าง sense ให้ตนเอง ไม่น่าเชื่อครับ จะลงลึกเรื่องที่ตนเองถนัด
ได้มากกว่าเดิม ขุดลงลึกกว่าเดิม อาจจะเป็นเมตร เป็นกิโล เป็นโยชน์เลยก็ได้

ถ้าได้เครื่องมือดีๆ ได้เพื่อนมาช่วยขุด อย่าประมาทครับ อย่านึกว่าเป็น เซียนเรื่องหนึ่งๆแล้ว
จะยกเลิกเรื่องอื่นๆ เห็นเรื่องของคนอื่น งี่เง่าไปหมด ของเรา จ๊าบกว่า …… นี่แหละ ที่ ขุดไว้กลับจะตื้นเขินได้ เฉยเลยน่ะ …..ตัว “หลง” นี่แหละ mental model มาขวางกั้นการเรียนรู้  “รู้กว้าง มาเสริมรู้ลึก” “ลึกมากไป ก็ตื้นได้” ลึกมากไปตื้นได้ เพราะ ขอบหลุม ขอบบ่อ ถล่มลงมาทับตนเอง ฮ่าๆๆๆ
ที่มา:  http://gotoknow.org/blog/ariyachon/104439

สุนทรียสนทนา (Dialog)

สุนทรียการสนทนา  ลองฟังกันดูนะคะ
อาจารย์ท่านอธิบายได้ง่าย และ เห็นชัดมากๆเลยค่ะ
ลองฟังแล้วลองปรับใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วเป็นอย่างไรบ้างอย่าลืมมา Share กันนะคะ

ตอนที่ 1

ตอนที่ 2

ตอนที่ 3

สุขทุกวัน 7 วัน 7 กูรู ช่วง … แค่รู้ตื่น ตอน คิดบวก

ออกอากาศวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 5.00 น.

ช่วงที่ 1 แค่รู้…ก็ตื่น โดย ดร. วรภัทร์ ภู่เจริญ

ช่วงที่ 2 แค่ตื่น…ก็สุข โดย ดร. วรภัทร์ ภู่เจริญ

 

สุขทุกวัน 7 วัน 7 กูรู  AMARIN TV HD ช่อง 34

ความสุขเริ่มขึ้นเมื่อ..ตื่น กับกูรูที่สลับสับเปลี่ยนกันมาทำให้ทุกวัน­ของคุณมีความสุข สุขด้วยการสวดมนต์ทำวัตรเช้า สุขด้วยการฟังธรรมจากกูรูหลากหลายท่าน สุขด้วยการลงมือปฏิบัติสมาธิและวิปัสสนากร­รมฐานไปกับกูรูท่านต่าง ๆ ซึ่งสามารถเลือกปฏิบัติได้ตามความถนัด สุดท้ายสุขด้วยการแผ่เมตตา เพื่อแบ่งปันความสุขให้สรรพสัตว์ทั้งปวง ออกอากาศทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 05.00-06.00 น. ทาง AMARIN TV HD ช่อง 34 จานดาวเทียมและเคเบิลทีวีช่อง 44

ดร. วรภัทร์ ภู่เจริญ มหายาน

อาจารย์บรรยายที่  บริษัท ดีเอ็มจี ณ  ห้องพุทธคยา   ชั้น 22  ตึกอัมรินทร์
วันที่ 4/02/2558

 

สุขทุกวัน 7 วัน 7 กูรู ช่วง แค่รู้ … ก็ตื่น กับ อาจารย์ วรภัทร์ ภู่เจริญ ออกอากาศวันที่ 15 มกราคม 2558

ช่วงที่ 1 :  ทฤษฏีสิ้นคิด  โดย ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

ช่วงที่ 2 :  นำปฏิบัติธรรม โดย อจ. วรภัทร์ ภู่เจริญ 

บรรยายธรรมที่ สโมสรกรมแพทย์ทหารเรือ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า

อาจารย์ ดร. วรภัทร์ ภู่เจริญ บรรยายธรรมะ
ณ ห้องปิ่นเพชร สโมสรกรมแพทย์ทหารเรือ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดย
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2557 ช่วงเช้า 09:0012:00น.