ฝึกสังเกต ก็คือ ฝึกสติ

ลอง นั่งสมาธิ ปิดตา แล้ว สังเกต ๆ(Observe)
ลมหายใจที่เราสูดเข้าออก
โดย ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องใช้ตรรกะ(Logic)
ไม่ต้องคิดไปในอนาคตและอดีต ปัจจุบันคือ สังเกตๆๆ
นี่แหละ คือ สังเกต ๆๆๆๆๆ

booth_02_book-sense (1)
เราจะสังเกต เห็น การทำงานของความคิดและจิต จิตและกาย ได้ชัดเจนขึ้น เช่น
จิตผิดปกติ เราจะมีความคิดเป็นยังไง
ความคิดจร (ไม่ตั้งใจคิด) แวบ เข้ามาโจมตีเรา พาเราเขว เฉไฉ ออกไปได้อย่างไร
การดูจิต ที่แท้จริง คือ การรู้เท่าทันจิต ด้วยการ sensing & feeling ไม่ใช้ การ thinking

Credit : อจ. วรภัทร์ ภู่เจริญ

สติน้อย ทางเลือกน้อย สติมาก ทางเลือกมาก…

สติน้อย ทางเลือกน้อย สติมาก ทางเลือกมาก

คนเราถ้า ไม่ได้ฝึกสติมา เวลาที่ เจออุปสรรค เจอปัญหา เจอความคับข้องใจ
ก็มัก จะดึง “ความรู้ชุดเดิมๆ” ความเชื่อเดิมๆ ออกมาใช้
หรือ ที่ คนจีนเรียกว่า ซี้ปังเท้า (หัวสี่เหลี่ยม มาจาก “ไม่พลิกแพลง”)

เมื่อ ไม่พลิกแพลง ก็คือ ใช้ทางเลือกเดิมๆ เช่น ความรุนแรง
ทำคนอื่นเดือดร้อน เรียกร้องความสนใจแบบเดิมๆ
เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ส่งเสียงดัง ทำลายของ
พอโตขึ้น ก็ คิดแบบเดิมๆ ส่งเสียงดัง ทำลายข้าวของ
เมื่อ สติไม่ได้ฝึก ทางเลือกน้อย ความสังเกตุหายไป
เมื่อไม่สังเกต ก็ใช้ แนวทางเดิม หรือ แผ่นเสียงตกร่อง
วังวนเดิมๆ ไม่กล้ายอมรับ ไม่กล้าให้อภัย

คนที่ฝึกสติ มามาก ก็จะมี “ทางเลือก”(Choices) มากขึ้น
เพราะ เขา กล้าที่จะ คิดใหม่ เฉลียวใจ หามุมมองใหม่
เมื่อ เจอ อุปสรรค เจอ ปัญหา เจอความคับข้องใจ
ก็ ใช้ การสนทนาร่วม (Collective conversation) ก็ได้
ใช้ ปัญญาร่วม (Collective intelligent) กับ เพื่อนๆ ที่ดี

คนสติน้อย จะไม่ฟังใคร แพ้ไม่เป็น ทำเสียงดัง
ทำลายข้าวของ โวยวาย ฯลฯ ใช้ทางเลือกเดิม
ใช้ อุปนิสัยเดิมๆ ตั้งแต่เป็นเด็กๆ ก็ เรียกความสนใจแบบนี้

คนอ่อนแอ คนมีปม คนขลาด มักนิยม ชอบความรุนแรง
คนกลัวจะทำร้ายคนอื่นก่อนเสมอ

หากเราสังเกตสิ่งใด ได้ไม่สุด ไม่รอบ ไม่ครบ ไม่จบ ไม่ละเอียดพอ
เรา ก็มัก จะ “เลือกข้าง” เกิดตัว อคติ และ ลำเอียง

ขอให้พวกเรา ฝึก สังเกต ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ในขณะสังเกต จงห้อยแขวน หรือ ชะลอ การตัดสิน
จงห้อยแขวน หรือ อย่าด่วน พิพากษา
จง ดูๆๆๆๆๆๆ รู้ๆๆๆๆๆ รู้ใจตนเอง สงบหรือไม่สงบ

สุดสัปดาห์นี่แหละ สอนธรรมะเราชัด
ทำจิตว่างๆ จิตที่ว่าง ๆ จึงจะ รู้ว่า จิตไม่ว่าง
กายที่ผ่อนคลาย จึงจะรู้ว่า กายไม่ผ่อนคลายเป็นอย่างไร

จิตว่าง รู้ได้จาก กายที่ผ่อนคลาย
จิตไม่ว่าง กายไม่ผ่อนคลาย และ จะผลิตความคิดไม่ปกติออกมา

ถ้า จะคิด ก็จงคิดเมื่อจิต ปกติ
ถ้าจิตไม่ปกติ จะผลิต ความคิดแบบ มีอัตตา อคติ ลำเอียง

จง รู้ๆๆๆๆ โดยอย่าด่วนตีความเอง
อย่าด่วนตัดสิน อย่าด่วนเลือกข้าง

อานาปานสติ ” Sense Zen” อ. วรภัทร์ ภู่เจริญ เนเธอร์แลนด์

คอร์ส Sense Zen วันที่ 15-17 พฤษภาคม 2015 เมือง Bergeijk เนเธอร์แลนด์ นำทีมจัดโดยคุณหนิง

ฝึกมากเข้าใจมาก สติคือสติ ฝึกจนเจอ ไม่ใช่อ่านเท่านั้น ลมหายใจ กายลม กายเนื้อดูลมปรารณทั้งตัว
ปฏิบัติธรรม..จิตว่าง ข้างในว่าง โล่ง โปร่งสบาย นิ่งเป็นสมาธิ ทำอะไรอย่าดูถูกตัวเองว่ายาก ทำไปเลย เวลาปฏิบัติไม่มี มีเวลาหายใจไหม..

ตอนที่ 1 

ตอนที่ 2 

อ.วรภัทร์ ภู่เจริญ หัวข้อ สติ ปัญญา สัมปชัญญะ และสมาธิ สติ เปรียบเสมือน เรด้าร์

อาจารย์ไป บรรยายที่ บริษัท ดีเอ็มจี
เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน  ๒๕๕๘

หัวข้อ :  ดร. วรภัทร ภู่เจริญ หัวข้อ สติ ปัญญา สัมปชัญญะ และสมาธิ สติ เปรียบเสมือน เรด้าร์

ปัญญา คือ ห้องสมุดแห่งความรู้ อาวุธหลากหลาย
สัมปชัญญะ การเลือกใช้หนังสือ ใช้อาวุธ ใช้ธรรมะที่เหมาะสม
สมาธิ คือ พลกำลัง
การปฏิบัติธรรม เหมือนกับการเล่นกีฬา ต้องหมั่นซ้อม ซ้อม ซ้อม
ทุกคนควรตั้งเป้านั่งสมาธิให้ได้ขั้นต่ำ 100 ชั่วโมง ใครจะร่วมด้วย ยกมือขึ้น!
ถามตัวเอง .. หายใจเป็นรึยัง นั่นคือ การฝึกกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ถามตัวเอง .. กินเป็นรึยัง นั่นคือ การฝึก เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ฝึกให้เราอยู่กับเวทนา Zero ไม่บวก ไม่ลบ กับการกระทบใดๆ
บรรยายธรรมพิเศษที่หอประชุมพุทธคยา

 

The Secret of Zen ( ตอนที่ 2)

บทความของอาจารย์ วรภัทร์ ภู่เจริญ
จากหนังสือ Secret ปี 2556 

Thesecretofzen-Page 3

 

Thesecretofzen-Page 2
911-essay.com

ปล่อยจิต ให้เป็นโสด (บ้างเถอะ!) โดย ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

 Thesecret_emptymind

 

คนเราทำอะไรต้องมีเป้าหมายโดยเริ่มจากการตั้งหางเสือ แล้วพุ่งไปที่เป้าหมาย

…ดังเช่นตัวผมตั้งเป้าที่จะไปนิพพาน ผมจึงปักธงชัยไว้ที่นิพพานแล้วเดินตามเส้นทางแห่งการหลุดพ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อยก็พัก แต่ไม่เคยหยุด ทำให้ไม่ทุกข์ ไม่คาดหวัง แต่ไม่เลิก ฝึกไปเรื่อย ๆ โดยไม่ประมาท ถึงไม่ถึงเป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน เหมือนการอิ่มข้าว ซึ่งเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้

ผมใช้หลักการที่ว่า หากเส้นทางเดินถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงชี้แนะไว้ อย่างไรก็ไม่หลงทาง ตราบใดที่เรามั่นใจในกระบวนการ ซึ่งระหว่างทางก็อาจทำเพื่อโลกบ้าง เพื่อธรรมบ้าง ตราบนั้นเราเดินทางถึงแน่นอน

มีคนเคยถามผมว่า ทำไมผมจึงตั้งเป้าเช่นนั้น หากอุปมาก็เหมือนกับคนที่เคยกินมะม่วงแล้วพบว่าอร่อย ก็เลยกินต่อ กับคนเคยกินของบูดเน่าแล้วรู้ว่าไม่อร่อย เลยเข็ดขยาดไม่กินอีก…มะม่วงอร่อยที่กล่าวถึงคือความสุขทางธรรมระดับลึก ๆ ที่เกิดขึ้นกลางใจ ทำให้ใจโล่งโปร่งสบาย ซึ่งยิ่งใหญ่และลึกซึ้งกว่าความสุขบนโลก (สุขทางเนื้อหนัง วัตถุสิ่งสมมุติทั้งหลาย) อย่างไม่สามารถเปรียบเทียบได้ ดังนั้นการที่ผมตั้งเป้าหมายที่จะไปนิพพานจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

แต่กระนั้นการที่ผมทำงานเยอะและหลากหลายทำให้ตัวเองไม่ค่อยมีเวลา ผมจึงใช้หลักการ “บวชอยู่กับงาน” ดังที่ท่านพระอาจารย์พุทธทาสเคยสอนว่า “งานคือธรรม ธรรมคืองาน” แทน .. ในงานทั้งหลายที่เราจำเป็นต้องทำนั้น มีทั้งโจทย์และแบบฝึกหัดให้ฝึกสติมากมาย ตั้งแต่ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต จนถึงธรรมในธรรม

ทุกวินาที ทุกอิริยาบถที่ผ่านไป คือแบบฝึกหัดสำหรับฝึกฝนเพื่อสร้างกำลังสติให้ได้เข้าไปดูและรู้ทันการทำงานของขันธ์ 5 ที่ปรากฏตามความเป็นจริง เวลาในการทำงานเปรียบเสมือนนาทีทองที่ทำให้เราได้เห็นความคิดที่ไม่ได้ตั้งใจวิ่งเข้ามากระแทกใจของตัวเองแล้วทำให้อารมณ์เบี่ยงเบนไป

การฝึกรู้เท่าทันความคิดโดยการทำงาน เป็นเคล็ดไม่ลับฝึกได้ตลอดเวลา งานยิ่งหนัก ยิ่งเห็นจิตเห็นความคิดขัด ดังนั้นคนขี้เกียจจะเข้าใจเรื่องทางพุทธศาสนาได้ยาก

แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า “จิตกับความคิด” เป็นคนละตัวกัน มือใหม่หัดฝึก ผมแนะนำว่า ทำทีละขั้น เริ่มจากกายรู้กาย ไล่ไปเวทนารู้เวทนา แล้วไปจิตรู้จิต จนในที่สุดจะเป็นธรรมรู้ธรรม เริ่มแรกให้ฝึกสร้างตัวรู้ที่ฐานกายให้ต่อเนื่อง โดยไม่เอาความคิดไปคิดแทนกาย ให้กายรู้เองว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับกาย เช่น รู้ลมหายใจ รู้ผิวหนังที่หน้า รูจมูกรู้ว่ามีลมหายใจเข้า-ออกเป็นอย่างไร ช้า-เร็ว อุ่น-เย็น ฝ่าเท้ารู้ว่าพื้น อ่อน-แข็ง ผิวหนังรู้ว่า ร้อน-เย็น สั่นสะเทือน เจ็บปวด ฯลฯ

ครั้นเมื่อฝึกจนชำนาญแล้ว จึงค่อยฝึกสังเกตการณ์ทำงานของขันธ์ 5 คือ ฝึกเฝ้าระวัง “ความคิดจร”หรือความคิดที่ไม่ได้เชิญและไม่ได้ตั้งใจจะคิด ซึ่งเป็นความคิดที่เข้ามาเปลี่ยนอารมณ์ของเรา

ตัวอย่างเช่น เมื่อจะเริ่มทำงานก็ดูว่าจิตของเราโล่ง ๆ สบาย ๆ ไหม แล้วลงมือทำงานด้วยใจที่สบาย ๆ หายใจเข้า-ออกสบาย ๆ คิดเรื่องงานที่ทำอยู่ต่อหน้าเป็นปัจจุบัน หากมีความคิดจรแวบเข้ามาก็รู้ให้ทัน ถ้าเป็นเรื่องกุศลก็โอเค รู้แล้วปล่อย ถ้าเป็นเรื่องอกุศลก็รีบดีดทิ้งไป ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องตีความ และไม่ต้องขยายความ

ผมเรียกการฝึกแบบนี้ว่า การฝึกแบบสิ้นคิด คือสิ้นคิดไปก่อน ให้กายให้ขันธ์เขามาบอกเรา ไม่ใช่คิดเองเออเอง พวกเราตกเป็นทาสของความคิดมานานเกินพอ เราควรฝึกจิตให้รู้เท่าทันความคิด เฝ้าระวังไม่ให้ความคิดส่งอิทธิพลต่อจิตได้แล้ว หลวงพ่อกัณหาบอกผมว่า เมื่อเราทำได้ เราจะมี “หัวใจติดแอร์”

เมื่อเราฝึกกายรู้กาย จิตรู้จิตดีแล้ว ภายในใจเราก็จะสบาย ๆ ภายนอกก็จะรับผิดชอบการงานหน้าที่อย่างเต็มที่ หากเมื่อใดมีความคิดแวบเข้ามาเป็นอกุศล เราจะรู้เท่าทัน อุปมาเป็นดัง “นีโอ” พระเอกเรื่อง “The Matrix” จับความคิดจรที่มาในรูปของกระสุน จากกิเลส (คุณสมิทธใส่แว่นดำ) ยิงเข้าหาได้ทัน และวางมันลงเสีย ดังนั้นเมื่อเจอเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดอารมณ์หรือจิตไม่ว่าง เราก็จะรู้ตัวตั้งแต่ความคิดแรก ๆ หรือกระสุนลูกแรก ๆ ที่กิเลสยิงมา และสามารถจับวางได้ทัน เมื่อความคิดไม่ไปกระแทกจิต จิตก็จะไม่เกิดอาการ ทำให้จิตเรา โล่ง ๆ สบาย ๆ ชิล ๆ ต่อไป

ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่ผมผ่าตัดแล้วฟื้นขึ้นมา พบว่าแขนสองข้างขยับไม่ได้ ยกไม่ได้ เข็มแทงก็ไม่เจ็บ ได้แต่ห้อยต่องแต่งอยู่ข้างตัว ผมจึงรู้สึกสบาย ๆ ชิล ๆ ไม่ทุกข์อะไร เพราะรู้เท่าทันความคิด เช่น พอคิดว่าน้อยใจในโชคชะตาก็ดับมัน พอคิดสงสัยว่าเป็นอะไรก็ดับมัน พอคิดจะพิพากษาหมอที่ผ่าก็ดับความคิดนั้น ๆ หยุดคิดพิพากษา หันมารู้ตัวทั่วพร้อมที่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม สุดท้ายกลับกลายเป็นผมเองเสียอีกที่ปลอบใจหมอว่า “ไม่เป็นไร”

หรือตอนที่คุณพ่อคุณแม่ของผมท่านป่วยหนักใกล้ตาย ผมก็เฉย ๆ ชิล ๆ เพราะรู้เท่าทันความคิด ก่อนจะร้องไห้ขอให้เรารู้เท่าทันกาย ที่แน่นจากท้องน้อยขึ้นมาอก ดับความคิด ไม่ต้องคิดไปอนาคตว่าพ่อตายจะทำอย่างไร ไม่ต้องคิดถึงอดีตว่าพ่อเคยดีอย่างไร เมื่อเรารู้เท่าทัน เราก็จะมีสติ ทำให้ผ่านเหตุการณ์ทั้งหมดไปได้โดยใจไม่กระเทือน

ถ้าจิตกับความคิดเป็นสามีภรรยากัน ก็จงฝึกให้เขาหย่ากัน แล้วให้ความคิดแต่งงานกับสติ… จิตก็จะเป็นอิสระ (โสด!) คือว่าง โล่ง โปร่งและสบายในที่สุด

Tip!เรื่องทางพุทธศานาเป็นอายตนะทางใจ แต่การอ่าน การฟังเป็นอายตนะทางตาและหู ซึ่งไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ปรากฏที่อายตนะทางใจได้เลย… ถ้าอยากจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ ควรมีครูบาอาจารย์สายวิปัสสนาพาฝึกพาทำ เมื่อ ทำ-ทำ-ทำ แล้วก็ถาม จะทำให้เราเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น

เรื่องจาก นิตยสารซีเคร็ต ปีที่ 4 ฉบับที่ 77 (10 กันยายน 2554)

Credit :: ascannotdo.wordpress.com

ที่มา : หนังสือ Secret ปี 2554
บทความของอาจารย์ วรภัทร์ ภู่เจริญ 

Hansei : a japanese culture : It’s more than reflection

Hansei อ่านว่า Han say ee ภาษาญี่ปุ่น
เป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่ ผู้บริหารญี่ปุ่น พยายาม สร้างให้ ผู้บริหารต่างชาติ เช่น ในประเทศไทย สามารถ “สำนึกผิด” ได้

เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น จะไม่ว่าที่ตัวบุคคล แต่ จะเจาะลึก คุยกัน ว่า มันเกิดจาก ต้นตอสาเหตุ อะไร (root cause analysis) เพื่อจะได้ แก้ไข และ ป้องกัน (Poka-yoke) ต่อไป

เจ้าตัวที่ทำผิด จะต้อง แสดงความสำนึกผิด อาจจะ ไปยืนหันหน้าเข้าหากำแพง ก็ได้ ไปแช่ตัวในน้ำเย็น ก็ได้ ไปทำงานเป็น คนกวาดพื้นโรงงาน ก็ได้

ผู้บริหารญี่ปุ่น ยอมรับว่า การสอนให้ คนไทย รู้จัก “ฮันเซอี” นี้ ยากที่สุด จนถึง ไม่สามารถสอนได้เลย

ถ้าเด็กญี่ปุ่นทำผิดพลาด พ่อแม่ จะสอนให้พวกเขา มี “ทัศนคติ” ที่ดี ในการ มอง เรื่อง ความผิดพลาดนั้นๆ เช่น

สำนึกว่าผิด จะได้ไม่ทำอีก
ทำผิด เป็นเรื่องปกติ แต่ ต้อง สืบค้น ว่า ต้นตออยู่ที่ไหน ความสับเพรา เผลอเรอ ขาดสมาธิ ใจร้อน หลงๆลืม ใจลอย โลภ มักง่าย ฯลฯ หรือไม่ จะแก้ไข (Corrective) อย่างไร

และ ที่สำคัญ คือ เรียนรู้อะไรจาก ความผิดพลาดตรงนี้ จะเอาไปเปลี่ยนเป็นโอกาสได้อย่างไร จะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ (Preventive) ได้อย่างไร

ผมเคยถาม คนญี่ปุ่นว่า มีวิชา Hansei อบรมที่ไหนบ้างไหม ? พวกเขางงๆ และ บอกว่า พ่อแม่พวกเขาสอนมาตั้งแต่เล็กๆ ไม่มีการสอนเป็นเรื่อง เป็นราว แต่ มัน “ปลูกฝัง” กันมา

ความสำคัญของ Hansei มีมากๆ เพราะ เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิด Kaizen หรือ Improvement after improvement การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

คนไทย เรามัก มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อข้อผิดพลาด เช่น โดนทำโทษ ประนาม ฯลฯ เรายิ่ง เพ่งโทษคนทำผิดมากเท่าไร เท่ากับเรากำลังพยายาม ทำให้ หลายๆคนเกิด “ความกลัว” และ จะมีพฤติกรรม (๑) เกร็ง กังวล กลัวพลาด ดังนั้น หาคนอื่นมาทำ ถามนายในทุกเรื่อง ย้ำคิด ย้ำทำ โดนเฉพาะ ในระบบราชการ (๒) หากผิดพลาด ก็จะ ไม่บอก โกหก บิดเบือน โยนความผิด หมกเม็ด ซ่อนเร้น (๓) โทษตนเอง จนเสียความมั่นใจ แรงไปจนถึงฆ่าตัวตายได้

กระบวนกรที่ดี จึงต้อง เตรียมพร้อม ให้ผู้เรียนได้ฝึก ผจญกับ “ความผิดพลาด”
เจอ ความผิดพลาดเมื่อไร อย่าลืม เรียกใช้ Hansei นะครับ

 

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ  เผยแพร่เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2009

Nemawashi เห็นพ้องต้องกัน แล้วรีบทำ

Make decision slowly by consensus, thoroughly considering all options; implement rapidly.
ใจเย็นๆ ค่อยๆ ตัดสินใจ ฟังให้หมดก่อน มองทุกมุม แล้ว คุยกันแบบ consensus ก็คือ คุยกันจนกว่าจะยอมรับเป็นเสียงเดียวกัน 1 ความเห็นที่แตกต่าง 99 ก็ต้องฟัง เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็รีบลงมือทำ

นี่เป็น Principle # 13 ของ The Toyota Way.
ผม มีข้อคิด จาก หลักการที่ 13 นี้เยอะพอควร ดังนี้ :-
1) ผม นึกถึง เหล่าผู้บริหารไทย บัณฑิตในระบบการศึกษาไทย ส่วนใหญ่ พวกเขาฝึกมาให้ใช้ ฐานคิด มามาก ดังนั้น หลักการนี้ พวกเขา จะ คุยกันนานมาก คิดเอง เออเอง ไปจนถึง ทะเลาะกัน ทุบโต๊ะ งอน หรือ เงียบไป ใน ห้องประชุมแบบไทยๆ เป็นวัฒนธรรมแบบไทยๆ

คนที่ไม่เข้าใจ เรื่อง ฐานทั้ง 3 คือ “กาย ใจ ความคิด” ถ้ามาอ่านหลักการนี้แล้ว รีบร้อนเอาไปใช้ คงออกมาแนวเดิมๆ คือ No Action Talk Only. หรือ พวกเรา Talk พวกแกเอาไปทำ
ฝ่าย HR (บุคคล) มักจะ รู้ไม่เท่าทัน กลลวงของระบบอุตสาหกรรม ดังนั้น ก็จะโดน นักการศึกษาหลอกลวงได้ง่ายๆ เช่น รับคนเรียนจบสูง มองไปที่ปริญญา สถาบันมีชื่อเสียง ฯลฯ นี่แหละ คือ การ คัดเลือก เอา เหล่า นักคิด ( ขาด ฐานกาย ขาด ฐานใจ) เอาเข้ามาเป็น ผู้บริหารเต็มองค์กรไปหมด
พวกฐานกาย มากๆ ก็จะโดน HR ตั้งเพดานตำแหน่ง เพดานเงินเดือน เอาไว้ ที่ “หัวหน้างาน”
พวกฐานใจ มากๆ ก็จะโดนไปทำงาน โครงงาน กิจกรรม และ ถูกมองว่า “อ่อนแอ”
คำว่า “รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา” เป็น วัฒนธรรม ที่เป็นผลพวง มาจาก ระบบการศึกษาแบบฐานคิดเป็นตัวนำ
พวกบัณฑิต ฐานคิดมากๆ จะ คิดแบบ “ผู้บริหารในยุคอุตสาหกรรม” คือ “หาใครมาทำแทน คือ ยอดผู้บริหาร” แนวคิดแบบนี้ ทำลายการเรียนรู้ หยุดนวตกรรม แบ่งแยกคนในองค์กร
หลายๆบริษัทในประเทศไทย มี CEO แนว “การจัดการ คือ หาคนมาทำให้เหมาะกับงาน” ซึ่งก็จะดูดี ไปได้ดีในช่วงสั้นๆ แต่ ในระยะยาว เป็ย ยุทธศาสตร์ที่นำหายนะมาสู่แบบไม่รู้ตัว
จะสังเกตได้ว่า nemawashi นั้น ไม่ได้หมายความว่า คุยกันเยอะๆ นะครับ แต่ เป็นระดับ Dialogue ขั้น I-in-you และ I-in-now
คนที่มาศึกษา nemawashi และ The Toyota Way หาก ไม่เข้าใจ Dialogue เอา อุปนิสัยเดิม ความเคยชินเดิมๆ มาใช้ ก็จะหล่นลงไป คุยกันแบบยุคอุตสาหกรรม
จะทำ Nemawashi ได้ ต้องผ่านการฝึกทักษะ Dialogue อย่างสม่ำเสมอ ถูกวิธี เห็นว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ เข้าใจความสัมพันธ์ต่างๆ ทั้งด้านรูปธรรม และ นามธรรม
“เมื่อความเป็นไม่ตรงกัน การทดลอง การวิจัยย่อมเกิดขึ้น” เป็นอะไรที่ผมเน้น เสมอเมื่อเข้าไปเป็นที่ปรึกษาในองค์กรต่างๆ อย่าเต่ “ตกลงกันให้ได้” เพราะ consensus คือ เห็นตรงกัน
2) คำว่า “ความเห็น” ต้องมาตีความว่า เห็นอะไร เห็นด้วยมุมมองไหน เห็นครบทุกมุมหรือยัง และ ที่สำคัญ คือ ด้วยจิตที่ปกติ หรือ เห็นด้วยจิตไม่ปกติ
ฐานใจ จะสอนให้เรา รู้จัก ผ่อนจิตใจ ผ่อนอารมณ์ หรือ ยกจิตใจ ยกอารมณ์ ของเราขึ้นมาให้ ชิวๆ สบายๆ เป็นปกติ ไม่มีอคติ ไม่มีลำเอียง ไม่มีนิวรณ์ คลื่นสมองสบายๆ ที่ อัลฟ่า นี่แหละ จิตว่างๆ มีกำลังสติกำกับ ปัญญาจะไหลออกมา เป็น “ความเห็นที่ดี” เป็น ความเห็นชอบ ชอบด้วยกาละเทศะ ชอบด้วยศีลธรรม ชอบด้วยเหตุ เป็นการสร้าง “เหตุที่ดี” ย่อมก่อให้เกิด “ผลที่ดี” แน่นอน
ด้วยความโลภ เห็นใครเขาทำอะไรดี ก็แห่กันทำตาม ลงทุนตามกัน โดยประมาท สุดท้ายก็ล้มเหลว
ด้วยความโลภ อยากจะเพิ่มยอดขาย ลงทุนสร้างโฆษณาลามก รุนแรง ก็ยอม โดยไม่คำนึงถึงอะไรอีกแล้ว นอกจาก ตัวเลขกำไร สังคมจะย่อยยับ ฉันมองไม่เห็น อีกนานกว่าจะเห็นผล ฉันไม่เชื่อ ฉันว่านี่แหละ คือ ศิลปะ
ด้วยความแค้น ฉันทำทุกอย่างที่จะ ทำลายคู่แข่ง ไม่ว่าจะแกล้ง กดดัน ขโมยความลับ ขโฒยคนเก่ง ฉันทำได้ทั้งนั้น
ด้วยความลำเอียง ฉันซื้อทุกอย่าง แบบใต้โต๊ะ
ด้วยความอคติ ฉันไม่ฟัง คนที่เตือนฉันตรงๆ ใครเคยตำหนิฉันไว้ ฉันไม่มีวันลืม แค้นนี้ย่อมต้องชำระ
3) ฐานกาย ไม่เข้มแข็ง ฐานใจก็พัง ฐานคิดก็ไม่สะอาด และ การฝึกฐานกาย คือ Learning by doing เกิดเป็นวงจรการเรียนรู้
เดินลงไปดูที่หน้างาน ลงไปทำจริง เรียนรู้แบบ action learning ไม่ใช่ ฟังเขาบอก กอดอกมองดูแล้วบอกว่า “เข้าใจแล้ว”
การศึกษาในระบบ ทำลาย ฐานกายมากๆ
นั่งทั้งวันในห้องแออัด อากาศเสีย ท่องๆ คิดๆ อยู่กับ คนที่เอาข้อมูลมาฉาย ให้ดู คิดให้ตรงกัน ประชุมกันแบบคิดเองเออเองบนหอคอย
การเรียนรู้บนฐานกาย คือ ทำเอง รู้เอง เคยสังเกตไหม ของบางอย่างอธิบายให้ตายก็ไม่เข้าใจ เช่น ขี่จักรยาน จะให้อธิบายว่า ต้องทำยังไง ไม่ได้ครับ มันเป็นทักษะ ที่ต้อง ซ้อมๆๆๆๆๆ
การจะเข้าใจ “ธรรม” ก็ต้อง ซ้อมๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
การจะเป็นผู้บริหาร ก็ต้อง ซ้อมๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กับครูด้านบริหาร “กาย ใจ” หาก ไปหลงกล การศึกษาในระบบ ซ้อมๆๆๆๆๆ กับ ครูด้านบริหารความคิด (อีกแล้ว) ก็พังครับ
ฐานกาย ฐานใจ เข้มแข็ง ไม่ต้องห่วงว่า จะคิดไม่เป็น ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่คิด ฐานคิด อุปมา เป็นหลังคา ฐานกาย ฐานใจ เป็น พื้นล่าง และ เสา
4) ทำทันที เป็น อะไรที่ ผู้บริหารไทย รับไม่ค่อยจะได้ มันฝืน ความเคยชิน ฝืนอุปนิสัยที่โนหล่อหลอมมามากๆ
ทำทันที ในที่นี้ ผม คงหมายถึง ทำการทดลอง หากยังมีมุมที่เทาๆอยู่ จงทำในพื้นที่ย่อยๆ เล็กๆ เพื่อเป็น “นำร่อง” ทำเพื่อการเรียนรู้ ไปก่อน
ทำให้เร็ว จะได้เรียนรู้เร็ว จะเห็นจุดอ่อนได้เร็ว
ธรรมทันที คือ ทำอะไร คิดอะไร ก็คิดว่าเป็นธรรมไหม ธรรมชาติไหม จิตปกติหรือจิตไม่ปกติ มีสติไหม
ทำทันที ผิดพลาดไม่เป็นไร นี่คือ ช่วงเรียนรู้ แต่ ผู้บริหารไทย เป็นคนที่เต็มไปด้วยความกลัว กลัวพลาด กลัวเสียฟอร์ม กลัวเสียตำแหน่ง กลัวโดนแซว ฯลฯ เป็นการปนเปื้อนทางอารมณ์และความคิด ที่ติดมาจาก การศึกษาในระบบ ผ่านการศึกษาที่ใช้ “ความกลัว” เป็นแรงจูงใจให้ ขยัน ให้เรียน
ผู้บริหารไทย หลายท่าน จึงควรจะต้อง สำรวจตนเอง ปนเปื้อนอะไรมา เข้าค่ายฝึกชำระความปนเปื้อนต่างๆ

หลายท่าน ตีความคำว่า Nemawashi นี้ คือ การ Lobby แบบที่ พวกตะวันตก พวกนักการเมือง และ นักธูรกิจ ชอบใช้กันบ่อยๆ

ในหลายๆองค์กร พวกเขา Nemawashi กันนอกรอบ ในบรรยากาศทีเป็น Dialogue เหมาะสม เมื่อมาถึง เวลาประชุมเป็นทางการ ก็แค่มองหน้ากัน พูดให้มีคนจดบันทึก และ ก็ผ่านไปวาระต่างๆได้เร็ว อย่างไม่น่าเชื่อ

คนนอกวงการอาจจะงง “เอะ ทำไม เปิดวาะ แล้ว ไม่ซัดกันเละ แบบการประชุมไทยน่ะ ” ก็เพราะ เขาคุยกัน จนเปื่อย จนยุ่ยแล้ว ศึกษาแล้ว ลองทำดูบ้างแล้ว

หาก ผลออกมาผิดเพลาด ก็ถือว่า ก็ต้องมาดูกัน
ผู้บริหารญี่ปุ่น มัก พูดบ่อยๆว่า “อย่าเกลียดคนทำผิด แต่ เกลียดความผิด”
และ “มั่นใจ 50% ก็ลงมือทำเลย”

แต่ ของไทยเรา “ใครทำผิด …ซวยแน่ๆ” และ ” ไม่ชัวร์ อย่าทำนะเฟ้ย เธอทำ เธอรับผิดชอบนะ ฉันไม่เกี่ยว”

วงจร โนนากะ (Nonaka learning cycle) จึงไปหมุนไป การพัฒนา (Kaizen) ก็ไม่เกิดขึ้น …..

 

ดร.วรภัทร์  ภู่เจริญ  เผยแพร่เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2009

หลายคนถามผมว่า ฝึกสติไปแล้ว วัดผลยังไง


อาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ

 ผมก็ขอ อธิบาย ง่ายๆ   เป็นข้อๆ  เป็น checklist ง่ายๆ นะ
นี่แหละ  Key Behavior Indicators  :- 

๑)มีแนวโน้มที่จะ   สดใสขึ้น   ใจว่างๆ  โล่งๆ (ใจดี หรือ ดีใจ ไม่เหมือน ใจโล่งๆ นะ)  ไม่อมทุกข์ ไม่หน้าบึ้ง

๒) มีแนวโน้มที่จะ  ยิ้มง่ายขึ้น    ยิ้มให้คนอื่นก่อน ไม่ต้องรอให้คนอื่นยิ้มให้ก่อน

๓)มีแนวโน้มที่จะ   ไหว้คนอื่นได้ก่อน  ไม่มีข้อแม้ว่า ใครต้องไหว้ใครก่อน

๔)มีแนวโน้มที่จะ   ถ่อมตน ไม่เจ้ายศ ไม่เจ้าอย่าง  ง่ายๆ ติดดิน

๕) มีแนวโน้มที่จะ รับผิดชอบงานมากขึ้น  ไม่อ้าง   ไม่หนี  อดทนยอม

๖) มีแนวโน้มที่จะ   มีเมตตามากขึ้น    ใช้เมตตาธรรมนำหน้าเหตุผล

๗) เมื่อได้ยินเรื่องราวใดๆ  ก็มีแนวโน้ม ที่จะ  ดู   สังเกต
มากกว่าที่จะ ด่วนวิจารณ์  ด่วนออกอาการ ด่วนออกอารมณ์  แม้นจะโดนด่า โดนเข้าใจผิด
ก็ยังอดทนควบคุมตนเองได้  ง่ายๆ ปล่อยๆ  ไม่เอาเรื่อง   ไม่เอาก็ได้

๘) มีแนวโน้มที่จะ เปิดโอกาสผู้อื่นพูดมากขึ้น    ฟังมากขึ้น
ไม่ด่วน”สวนกลับ”  ไม่ด่วน “หักคอ”  ไม่ด่วนสรุป  ไม่ด่วนฟันธง
ไม่แทรกแซงขณะคนอื่นกำลังพูด   อัตราการเต้นของหัวใจปกติ  ไม่ตูมตาม เมื่อโดนคนอื่นด่า

๙)  มีแนวโน้มที่จะ ยอมรับ  เปิดใจ  ยอมรับ ความคิดเห็นที่แตกต่างได้   รับฟังอีกมุมมองได้

๑๐) มีแนวโน้มที่จะ ขยันๆ  และ  “กล้า”   ลงมือทำในเรื่องที่ดี เป็นกุศล ต่างๆ  ทันที
โดยไม่มีข้อแม้น ไม่เอาเรื่องในอดีตมาทำให้สะดุดในการที่จะทำ  ไม่เอาเรื่องในอนาคตมาหยุดตนเอง
ทำตามเป้าหมายได้  ไม่วอกแวก รู้จัก focus

๑๑) มีแนวโน้มที่จะ หันไป กตัญญู พ่อแม่   ไปหา ไปดูแล ไปคุยกับผู้มีพระคุณมากขึ้น
ครูเก่า  เจ้านายที่เคยช่วยสอน  ผู้มีอุปการะคุณ   ฯลฯ

๑๒) มีแนวโน้มที่ สัตว์เลี้ยงต่างๆ จะเดินเข้ามาหา  เพราะ   คนที่ใจสงบ ตื่นรู้
บรรดาสัตว์ในธรรมชาติ เขาจะ รับรู้

๑๓) มีแนวโน้มที่จะ ไม่เมาบุญ ทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร

๑๔) มีแนวโน้มที่จะ  “ให้”  บริจาค   จิตอาสาทำเพื่อส่วนรวม   มากขึ้น

๑๕)  มีแนวโน้มที่จะ รู้สึกว่าตนเอง เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ     รู้สึกว่า ผู้คนกับตัวเองเป็นเนื้อเดียวกัน
ไม่รู้จะทำลายกันไปทำไม

๑๖) มีแนวโน้มที่จะคบ บัณฑิต   หลวงปู่ หลวงพ่อ ที่ดีๆ   มากขึ้น  ไปหาไปฟังธรรมจากท่าน ตามโอกาส

๑๗) มีแนวโน้มที่จะ  ห่างไกลคนพาล อบายมุข

๑๘)  มีแนวโน้มที่จะ  รักษาศีล๕มากๆ   ไม่ฆ่าสัตว์   ไม่ขโมย   ไม่ผิดกาม
ไม่โกหกหลอกลวง  ไม่ทานของมึนเมา

๑๙) มีแนวโน้มที่จะ ชื่นชม (Appreciation)ผู้คน ยินดีที่คนอื่นได้ดี     หรือ มี มุทิตา นั่นเอง

๒๐)  มีแนวโน้มที่จะ  ไม่นินทาใคร  ไม่ทำให้ใครแตกแยก   ชวนให้คนสามัคคีกัน

๒๑) มีแนวโน้มที่จะไม่กังวล  หลับสบาย หลับง่าย

๒๒) มีแนวโน้มที่จะ  ไม่ฝันร้าย เช่น     ในฝันไม่รู้สึกวิ่งยากลำบาก ก้าวขาไม่ออกอีกต่อไป
ไม่ฟันว่าฟันหัก   ไม่ฝันว่า กลับไปเป็นเด็กแล้วเครียดก่อนสอบ  อีก

๒๓) มีแนวโน้มที่จะฝันดีเช่น  เจอพระ  เจอคนดีๆ  ตื่นขึ้นมาแล้วสดชื่น   มีความสุข

๒๔) มีแนวโน้มที่จะ  นึกอะไร อยากได้อะไรที่ดีๆ เป็นกุศล  ไม่นานก็จะได้  หรือ มีคนเอามาให้

๒๕) มีแนวโน้มที่จะยอมคน  เช่น   ยอมให้แซงคิว  ยอมให้เอาเปรียบ ยอมให้ต่อว่า  ฯลฯ

๒๖) มีแนวโน้มที่จะ  ไม่ด่วน  “ประเมิน” ตัดสิน ตัดเกรด แบ่งแยก พิพากษา (judgment) ผู้คน
ห้อยแขวน (suspend) เอาไว้ก่อน ดูมากขึ้น  เผื่อคาดไม่ถึงบ้าง

๒๗) มีแนวโน้มที่จะ  รักผู้คนแบบไม่มีเงื่อนไข  (Unconditional love)    ไม่หวังผล   ให้ก็คือให้
ไม่มีข้อแม้น  ไม่อิจฉาไม่ริษยา

๒๘) มีแนวโน้มที่จะ รู้จักสติที่ฐานกาย   ใช้ “กายรู้กาย” ได้มากขึ้น นานขึ้นต่อเนื่องมากขึ้น
รู้ๆทุกก้าว ทุกอิริยาบท

๒๙)  มีแนวโน้มที่จะ “จับ” ความรู้สึก ที่ “ใจ” ของตนเองได้    รู้ว่าใจกุศล อกุศล

๓๐)  มีแนวโน้มที่จะ  “แยกแยะ” จิต กับ ความคิด   ได้   รู้จักความคิดจร
( ความคิดนอกแผน ความคิดที่ไม่ได้ตั้งใจคิด ความคิดที่ชวนไปเละเทะ ฟุ้งซ่าน ออกนอกทาง ฯลฯ)
เป็น นีโอ ที่สามารถจับกระสุนความคิด  ที่  กิเลสยิงใส่มาได้

๓๑)  มีแนวโน้มที่จะ  กลับไปอ่าน หนังสือธรรมะ  แล้ว เข้าที่”ใจ”มากขึ้น ร้อง “อ๋อ” มากขึ้น

๓๒)  ไม่กลัวตาย  สิ้นข้อสงสัย  และ  ไม่งมงายในศีลภายนอก

๓๓)  อื่นๆ

 

 

ที่มา :  ฺ  Blog อาจารย์วรภัทร์
Fanpagehttp://www.facebook.com/woraphatfc

The Secret of Zen ( ตอนที่ 1)

บทความของอาจารย์ วรภัทร์ ภู่เจริญ
จากหนังสือ Secret ปี 2556 

 

Thesecretofzen-Page 1

 

Thesecretofzen-Page 2