Sense zen รุ่นที่4

   ภาพบรรยากาศ Sense Zen รุ่นที่4 The Bower : วันที่ 21-23 มีนาคม 2557

57   58

59   56

26          13

4      3

8      9

6      4

7      46      47

16        21

25      30      40

18     20

34      41      35

42     44

45     53

 

 

 

ปล่อยจิต ให้เป็นโสด (บ้างเถอะ!) โดย ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

 Thesecret_emptymind

 

คนเราทำอะไรต้องมีเป้าหมายโดยเริ่มจากการตั้งหางเสือ แล้วพุ่งไปที่เป้าหมาย

…ดังเช่นตัวผมตั้งเป้าที่จะไปนิพพาน ผมจึงปักธงชัยไว้ที่นิพพานแล้วเดินตามเส้นทางแห่งการหลุดพ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อยก็พัก แต่ไม่เคยหยุด ทำให้ไม่ทุกข์ ไม่คาดหวัง แต่ไม่เลิก ฝึกไปเรื่อย ๆ โดยไม่ประมาท ถึงไม่ถึงเป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน เหมือนการอิ่มข้าว ซึ่งเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้

ผมใช้หลักการที่ว่า หากเส้นทางเดินถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงชี้แนะไว้ อย่างไรก็ไม่หลงทาง ตราบใดที่เรามั่นใจในกระบวนการ ซึ่งระหว่างทางก็อาจทำเพื่อโลกบ้าง เพื่อธรรมบ้าง ตราบนั้นเราเดินทางถึงแน่นอน

มีคนเคยถามผมว่า ทำไมผมจึงตั้งเป้าเช่นนั้น หากอุปมาก็เหมือนกับคนที่เคยกินมะม่วงแล้วพบว่าอร่อย ก็เลยกินต่อ กับคนเคยกินของบูดเน่าแล้วรู้ว่าไม่อร่อย เลยเข็ดขยาดไม่กินอีก…มะม่วงอร่อยที่กล่าวถึงคือความสุขทางธรรมระดับลึก ๆ ที่เกิดขึ้นกลางใจ ทำให้ใจโล่งโปร่งสบาย ซึ่งยิ่งใหญ่และลึกซึ้งกว่าความสุขบนโลก (สุขทางเนื้อหนัง วัตถุสิ่งสมมุติทั้งหลาย) อย่างไม่สามารถเปรียบเทียบได้ ดังนั้นการที่ผมตั้งเป้าหมายที่จะไปนิพพานจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

แต่กระนั้นการที่ผมทำงานเยอะและหลากหลายทำให้ตัวเองไม่ค่อยมีเวลา ผมจึงใช้หลักการ “บวชอยู่กับงาน” ดังที่ท่านพระอาจารย์พุทธทาสเคยสอนว่า “งานคือธรรม ธรรมคืองาน” แทน .. ในงานทั้งหลายที่เราจำเป็นต้องทำนั้น มีทั้งโจทย์และแบบฝึกหัดให้ฝึกสติมากมาย ตั้งแต่ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต จนถึงธรรมในธรรม

ทุกวินาที ทุกอิริยาบถที่ผ่านไป คือแบบฝึกหัดสำหรับฝึกฝนเพื่อสร้างกำลังสติให้ได้เข้าไปดูและรู้ทันการทำงานของขันธ์ 5 ที่ปรากฏตามความเป็นจริง เวลาในการทำงานเปรียบเสมือนนาทีทองที่ทำให้เราได้เห็นความคิดที่ไม่ได้ตั้งใจวิ่งเข้ามากระแทกใจของตัวเองแล้วทำให้อารมณ์เบี่ยงเบนไป

การฝึกรู้เท่าทันความคิดโดยการทำงาน เป็นเคล็ดไม่ลับฝึกได้ตลอดเวลา งานยิ่งหนัก ยิ่งเห็นจิตเห็นความคิดขัด ดังนั้นคนขี้เกียจจะเข้าใจเรื่องทางพุทธศาสนาได้ยาก

แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า “จิตกับความคิด” เป็นคนละตัวกัน มือใหม่หัดฝึก ผมแนะนำว่า ทำทีละขั้น เริ่มจากกายรู้กาย ไล่ไปเวทนารู้เวทนา แล้วไปจิตรู้จิต จนในที่สุดจะเป็นธรรมรู้ธรรม เริ่มแรกให้ฝึกสร้างตัวรู้ที่ฐานกายให้ต่อเนื่อง โดยไม่เอาความคิดไปคิดแทนกาย ให้กายรู้เองว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับกาย เช่น รู้ลมหายใจ รู้ผิวหนังที่หน้า รูจมูกรู้ว่ามีลมหายใจเข้า-ออกเป็นอย่างไร ช้า-เร็ว อุ่น-เย็น ฝ่าเท้ารู้ว่าพื้น อ่อน-แข็ง ผิวหนังรู้ว่า ร้อน-เย็น สั่นสะเทือน เจ็บปวด ฯลฯ

ครั้นเมื่อฝึกจนชำนาญแล้ว จึงค่อยฝึกสังเกตการณ์ทำงานของขันธ์ 5 คือ ฝึกเฝ้าระวัง “ความคิดจร”หรือความคิดที่ไม่ได้เชิญและไม่ได้ตั้งใจจะคิด ซึ่งเป็นความคิดที่เข้ามาเปลี่ยนอารมณ์ของเรา

ตัวอย่างเช่น เมื่อจะเริ่มทำงานก็ดูว่าจิตของเราโล่ง ๆ สบาย ๆ ไหม แล้วลงมือทำงานด้วยใจที่สบาย ๆ หายใจเข้า-ออกสบาย ๆ คิดเรื่องงานที่ทำอยู่ต่อหน้าเป็นปัจจุบัน หากมีความคิดจรแวบเข้ามาก็รู้ให้ทัน ถ้าเป็นเรื่องกุศลก็โอเค รู้แล้วปล่อย ถ้าเป็นเรื่องอกุศลก็รีบดีดทิ้งไป ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องตีความ และไม่ต้องขยายความ

ผมเรียกการฝึกแบบนี้ว่า การฝึกแบบสิ้นคิด คือสิ้นคิดไปก่อน ให้กายให้ขันธ์เขามาบอกเรา ไม่ใช่คิดเองเออเอง พวกเราตกเป็นทาสของความคิดมานานเกินพอ เราควรฝึกจิตให้รู้เท่าทันความคิด เฝ้าระวังไม่ให้ความคิดส่งอิทธิพลต่อจิตได้แล้ว หลวงพ่อกัณหาบอกผมว่า เมื่อเราทำได้ เราจะมี “หัวใจติดแอร์”

เมื่อเราฝึกกายรู้กาย จิตรู้จิตดีแล้ว ภายในใจเราก็จะสบาย ๆ ภายนอกก็จะรับผิดชอบการงานหน้าที่อย่างเต็มที่ หากเมื่อใดมีความคิดแวบเข้ามาเป็นอกุศล เราจะรู้เท่าทัน อุปมาเป็นดัง “นีโอ” พระเอกเรื่อง “The Matrix” จับความคิดจรที่มาในรูปของกระสุน จากกิเลส (คุณสมิทธใส่แว่นดำ) ยิงเข้าหาได้ทัน และวางมันลงเสีย ดังนั้นเมื่อเจอเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดอารมณ์หรือจิตไม่ว่าง เราก็จะรู้ตัวตั้งแต่ความคิดแรก ๆ หรือกระสุนลูกแรก ๆ ที่กิเลสยิงมา และสามารถจับวางได้ทัน เมื่อความคิดไม่ไปกระแทกจิต จิตก็จะไม่เกิดอาการ ทำให้จิตเรา โล่ง ๆ สบาย ๆ ชิล ๆ ต่อไป

ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่ผมผ่าตัดแล้วฟื้นขึ้นมา พบว่าแขนสองข้างขยับไม่ได้ ยกไม่ได้ เข็มแทงก็ไม่เจ็บ ได้แต่ห้อยต่องแต่งอยู่ข้างตัว ผมจึงรู้สึกสบาย ๆ ชิล ๆ ไม่ทุกข์อะไร เพราะรู้เท่าทันความคิด เช่น พอคิดว่าน้อยใจในโชคชะตาก็ดับมัน พอคิดสงสัยว่าเป็นอะไรก็ดับมัน พอคิดจะพิพากษาหมอที่ผ่าก็ดับความคิดนั้น ๆ หยุดคิดพิพากษา หันมารู้ตัวทั่วพร้อมที่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม สุดท้ายกลับกลายเป็นผมเองเสียอีกที่ปลอบใจหมอว่า “ไม่เป็นไร”

หรือตอนที่คุณพ่อคุณแม่ของผมท่านป่วยหนักใกล้ตาย ผมก็เฉย ๆ ชิล ๆ เพราะรู้เท่าทันความคิด ก่อนจะร้องไห้ขอให้เรารู้เท่าทันกาย ที่แน่นจากท้องน้อยขึ้นมาอก ดับความคิด ไม่ต้องคิดไปอนาคตว่าพ่อตายจะทำอย่างไร ไม่ต้องคิดถึงอดีตว่าพ่อเคยดีอย่างไร เมื่อเรารู้เท่าทัน เราก็จะมีสติ ทำให้ผ่านเหตุการณ์ทั้งหมดไปได้โดยใจไม่กระเทือน

ถ้าจิตกับความคิดเป็นสามีภรรยากัน ก็จงฝึกให้เขาหย่ากัน แล้วให้ความคิดแต่งงานกับสติ… จิตก็จะเป็นอิสระ (โสด!) คือว่าง โล่ง โปร่งและสบายในที่สุด

Tip!เรื่องทางพุทธศานาเป็นอายตนะทางใจ แต่การอ่าน การฟังเป็นอายตนะทางตาและหู ซึ่งไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ปรากฏที่อายตนะทางใจได้เลย… ถ้าอยากจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ ควรมีครูบาอาจารย์สายวิปัสสนาพาฝึกพาทำ เมื่อ ทำ-ทำ-ทำ แล้วก็ถาม จะทำให้เราเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น

เรื่องจาก นิตยสารซีเคร็ต ปีที่ 4 ฉบับที่ 77 (10 กันยายน 2554)

Credit :: ascannotdo.wordpress.com

ที่มา : หนังสือ Secret ปี 2554
บทความของอาจารย์ วรภัทร์ ภู่เจริญ 

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ : รักกันได้อีกนะ

อาจารย์พูดถึงความรัก  ส่วนใหญ่คนเรา รักแบบมีเงื่อนไข
สุดท้ายเราก็เป็นทุกข์ เพราะตัวเราเอง …

ลองฟัง Clip นี้ดูนะคะ 🙂

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ_ธรรมเพื่อโลก

อาจารย์บรรยาย ที่ บริษัท ดีเอ็มจี  เมื่อวันที่  27 ก.พ. 2013
เรื่อง   ธรรมเพื่อโลก

อาจารย์พูดถึง เรื่อง กายรู้กาย  ใจโล่งโปร่งสบาย ระวังความคิดจร

จิตสบาย กายสะอาด : Moment with IDOLs by SCB SME

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ และ คุณกิ๊ก มยุริญ ผ่องผุดพันธ์

ที่เข้ามาร่วมแบ่งปันแนวคิดแด่นักธุรกิจ SMEs
สร้างสมดุลย์ให้ชีวิต ประสบความสำเร็จและมีความสุขอย่างยั่งยืน
ณ.ที่พักสงฆ์ สวนทิพย์ ปากเกร็ด 18 มีนาคม 2013

Clip ที่ 1

Clip ที่ 2

Clip ที่ 3

Clip ที่ 4

Clip ที่ 5

ดร วรภัทร์ ภู่เจริญ ธรรมกับธรรมชาติ

อจ.วรภัทร์ ภู่เจริญ

อาจารย์บรรยาย ที่ บริษัท ดีเอ็มจี  เมื่อวันที่  31 ต.ค. 2012
เรื่อง   ธรรมกับธรรมชาติ

อาจารย์พูดถึง เรื่อง กายรู้กาย และ วิธีการการปฏิบัติ โดยเปรียบกับลายเซ็นต์ของอาจารย์
ลองคลิกฟังกันนะคะ 🙂

 

New Heart New World : ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

“มีคนมาท้าทายว่า คุณรู้มาหมดแล้วทุกเรื่อง แล้วคุณรู้เรื่องพุทธหรือยัง
แต่อาจารย์เป็นคริสต์นะ พุทธยาก…แต่ยังไม่รู้ ท้าทาย ท้าทาย !”
“มาคุยเรื่องนรก สวรรค์ ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์น่ะ ไม่จริง กูไม่เชื่อ
แต่พอไปเจอหลวงปู่หลวงพ่อ ครูบาอาจารย์ (เล่าไม่ได้)…กูเชื่อหมดเลย 555”

“โลกนี้ คนมีเหตุผล ทะเลาะกันมากที่สุด แต่คนมี “หัวใจ” ไม่ทะเลาะกัน”
ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ
Listen to Inner Voice

ถ้าว่ากันตามโปรไฟล์แล้ว ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ
เคยเป็นวิศวกรขององค์กรระดับโลกอย่างองค์ก­ารนาซ่านานถึง 7 ปี
ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นนักเรียนรู้และนักป­ฏิบัติที่ศึกษาศาสตร์หลายชนิดจนเข้าใจอย่า­งทะลุปรุโปร่ง
ซึ่งรวมถึงศาสตร์ในเชิงจิตวิญญาณอย่างพระพ­ุทธศาสนาที่เขาสนใจทุ่มเทเรียนรู้อย่างลงล­ึก

ทุกวันนี้ดร.วรภัทร์ ผสมผสานความรู้ทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และใน­เชิงจิตวิญญาณอย่างกลมกลืน
ดังนั้นในฐานะที่นั่งเป็นที่ปรึกษาให้กับบ­ริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศหลายต่อหลายแห่ง
เขาจึงสามารถผลักดันให้บริษัทยักษ์ใหญ่เหล­่านั้นเข้าใจและใส่ใจในการตอบแทนสังคม
มากก­ว่าแสวงหาผลกำไรอย่างบ้าคลั่ง และนำเอาหลัก­บริหารในเชิงพุทธ ไปใช้ในการทำงานได้เป็นอย­่างดี นอกจากนั้นเขายังเขียนหนังสือและถ่ายทอดคว­ามรู้เพื่อให้คนในสังคมสามารถเข้าใจ
และมีว­ิธีในการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องตามหลักธรรมอ­ีกด้วย

 Launch : 13 /05/ 2012

อาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ จากองค์การ นาซ่า สู่ป่าช้าไทย

อจ. วรภัทร ภู่เจริญ

ลองมาทำรู้จักกับอาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ จากองค์การ นาซ่า สู่ป่าช้าไทย
วิธีคิด การใช้ชีวิต ตั้งแต่วัยเด็ก จากคลิปสัมภาษณ์ อาจารย์ ในรายการเจาะใจ

คำคม Woraphat Book (2)

thebuddhaway-book

thebuddhaway-book

“ขาดเงินได้ แต่อย่าขาดสติ”
[จากหนังสือ การบริหาร วิถีพุทธ The buddha Way of Management]
Date 20/03/2014

_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _

Sensezen_04

“ธรรมะทุกอย่าง มุ่งลงสู่ใจ”
[ดร.วรภัทร ภู่เจริญ Sense Zen 4 The Bower]
Date 20/03/2014

ที่มา :  Woraphat book

Link Facebook : http://www.facebook.com/pages/Woraphat book

สอนให้คนมาสนใจ ฝึกสติ เข้าหาธรรม มันยากนะ

คนจำนวนมาก ยังไม่เห็นทุกข์ ก็ยังไม่สนใจฝึก ยังไม่ตั้งเป้านิพพานอย่างจริงๆจังๆ _ คนจำนวนมาก ยัง สนุกกับ
สิ่งต่างๆ อยากรู้อยากเห็น เรียนรู้นอกกาย จนไม่ตั้งเป้านิพพาน _ คนจำนวนมาก ไม่เชื่อมั่นว่า นิพพานมีจริง และ
ถึงจะมีจริง ก็เชื่อว่ายาก_ หลายคนเชื่อ แต่ ก็ ขี้เกียจ _ บ้าง ก็ ขาด บัณฑิต ชี้แนะ ฯลฯ นึก ถึง จำนวนขนของวัว
ควาย มีกี่เส้นหว่า แต่เราก็ต้อง บอก เตือน ชี้ แนะ โยน แหย่ ดุ แซว ฯลฯ เพื่อ เตือนๆกัน พอเตือนมากๆ กลายเป็น เรา บ้า เพี้ยน ฯลฯ เรา ก็ต้องอ้าง risk management กล้าๆ เสี่ยงๆ เชื่อ ไม่เชื่อ ก็ลองดูสักตั้ง เนอะ

พละ ๕ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา _ แค่ เริ่มตัวแรก คือ ศรัทธา ก็ยากแล้ว_พวกเขา ไม่เฉลียวใจ ว่า ตั้งแต่เกิดมา ไม่รู้อะไร จากนั้น โดนใคร เสียมอะไร ลากไปไหน ชี้เป้าไปทางไหน เหมือน ไก่ในฟาร์ม สินค้าบนสายพาน ฯลฯ ศรัทธา คือ เชื่อไม่เชื่อ แต่ ลองทำสักตั้ง ก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร ต้อง กล้าๆๆๆๆๆ ในเรื่องที่ดี กุศล ไม่มีโทษ _ศรัทธา ไปคู่กับ Risk management และ Learn how to learn

ถาม/ตอบ คอมเม้นใน Facebook

Jimmy Vntnk :   จะรู้ว่านิพพานมีจริงหรือไม่ ทางเดียวคือปฏิบัติแล้วได้มรรคผลที่เพียงพอ(อาจยังไม่สูงสุด แต่ต้องเพียงพอ) เพราะมันจะทำให้กำจัดข้อสงสัยส่วนนั้น ๆ ไปได้ ไม่สามารถที่จะใช้ตรรกะ ขั้นตอนวิทยาศาสตร์ คิดหาได้ … เพราะการรู้ที่ดี คือการที่จิตเข้าไปสัมผัสแล้ว ไม่ใช่เพียงสมองรู้อย่างเดียว

Hearten Bright  : ต้องฝ่าพิชิตมารห้าด้วยคร้าบป๋มม

Arter Man :  นิพพานแล้วจะสามารถช่วยเพื่อนมนุษย์ได้อย่างไรบ้างครับ ถ้าเขาไม่เชื่อ ไม่ใช่ว่าไม่ต้องการ แต่คิดอยู่และอยากปฎิบัติให้รู้แจ้ง แต่สิ่งรอบตัวที่เกิดขึ้น ทำให้คิดว่า ถ้าเราหลบไปหานิพพาน เราก็จะไม่สามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆที่ใกล้ตัวให้ทุกข์น้อยลงได้

  • วรภัทร์ ภู่เจริญ :  ( Arter Man ถามดีมากนะ  )เราโดน หลอกให้ มีวิธีคิดว่า ให้ฉันเห็นก่อน สัมผัสก่อน ไม่ง้้นไม่ลอง ไม่ซื่้อไม่ฝึก_ มันเป็น paradigm ที่น่ากลัวมาก ทำให้หลงในกรอบเดิมๆ_ ที เห็นคนรวย อยากจะรวย ทั้งๆที่ไม่เคยรวย  ก็ยัง ตะเกียกตะกาย จะรวยให้ได้ _ ทีเห็น คนเมา ฝึกกินเหล้า ฝึกกันใหญ่ _ แต่ เรื่อง นิพพาน มันเป็น อะไรที่ต้องใช้ ทำเองรู้เอง ศรัทธา คือ การเสี่ยงทำดู ศรัทธา คือ Action learning
  • วรภัทร์ ภู่เจริญ :   เป็นคำอุปมา สมัยพุทธกาล ประมาณว่า โอกาสน้อยมาก นั่นคือ จำนวนคนเข้าถึงสวรรค์  มีเท่ากับ จำนวนของเขาวัว เมื่อเทียบกับ จำนวนขนวัวทั้งตัว _ น่าจะประมาณ 1: 10 ยกกำลัง 450 ประมาณ เม็ดทราย ๑ เม็ด ในกองทรายกองใหญ่ แต่  จำนวนเข้านิพพาน ยังน้อยกว่านั้นอีกเยอะเลย   เป็น จำนวนเขา แรดนอเดียว เทียบ กับ ขนวัว ทุกฝูงทั่วโลก รวมกัน
  • วรภัทร์ ภู่เจริญ :  ลองปรับวิธีคิดใหม่ อย่างผมเอง ไม่ใช่พุทธมาก่อน แต่ เห็นคนพุทธ เห็นหลวงปู่หลวงพ่อท่านฝึก ท่านธุดงค์ ฯลฯ ผม ก็ อยากเรียนรู้ (Eager to learn) กระหายที่จะเรียนรู้ แบบ ลงมือทำ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องถาม ไม่ต้องลองชิมตัวอย่าง หรือ ที่เรียกว่า Action learnig หรือ learning by doing _ แต่ คนส่วนมาก lerning by asking questions / by memorizing / by examples ถ้าไม่ชัวร์ ไม่ยอมลงทุน _ โดยเฉพาะ พวกคิดมาก อย่าง หมี และ อินทรี_ เผอิญ โชคดี ผมเป็น กระทิง ไม่คิดอะไรมาก ทำเป็นทำ ลุยไปให้สุด _”ไม่ติเรือทั้งโกลน ( ช่างเขายังต่อเรือไม่เสร็จ เราก็ด่วนไปวิจารณ์ ตำหนิ เขาแล้ว) “
  • วรภัทร์ ภู่เจริญ :   ตอน ที่พระพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ใหม่ๆ ยังไม่ได้ทรงแสดงธรรมให้ใครฟัง ก็ทรงพิจารณาว่า “ธรรมที่ท่านทรงตรัสรู้นี้ ยากที่จะอธิบายให้คนเข้าใจ” _ยากกว่า สอน คุณย่าชาวสวน อายุ ๙๐ ให้เล่น facebook
  • ในแง่ ความเป็นไปได้และโอกาส นิพพานไม่ใช่ การสุ่ม แต่ เป็นการฝึก ยิ่งฝึกมาก โอกาสสำเร็จก็มาก _ ถ้า ไปคิดว่า อัตราส่วน น้อยนิด เข้านิพพาน คิดแบบนี้ เราจะ กลัว จะท้อแท้_ต้องคิดใหม่ว่า นิพพาน คือ ปลายทาง เราต้องเริ่มเดินๆๆๆ สะสม กำลังสติ สติสะสมพลัส (Sati Plus) สติยิ่งมาก ก็เหลือระยาะทางนิดเดียว เข้านิพพานแล้ว

45

“รีบฝึกสติ ณ บัดนาว _เมื่อมีก้าวแรก  ก็มีก้าวต่อๆไป

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ เผยแพร่เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2012