Hansei : a japanese culture : It’s more than reflection

Hansei อ่านว่า Han say ee ภาษาญี่ปุ่น
เป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่ ผู้บริหารญี่ปุ่น พยายาม สร้างให้ ผู้บริหารต่างชาติ เช่น ในประเทศไทย สามารถ “สำนึกผิด” ได้

เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น จะไม่ว่าที่ตัวบุคคล แต่ จะเจาะลึก คุยกัน ว่า มันเกิดจาก ต้นตอสาเหตุ อะไร (root cause analysis) เพื่อจะได้ แก้ไข และ ป้องกัน (Poka-yoke) ต่อไป

เจ้าตัวที่ทำผิด จะต้อง แสดงความสำนึกผิด อาจจะ ไปยืนหันหน้าเข้าหากำแพง ก็ได้ ไปแช่ตัวในน้ำเย็น ก็ได้ ไปทำงานเป็น คนกวาดพื้นโรงงาน ก็ได้

ผู้บริหารญี่ปุ่น ยอมรับว่า การสอนให้ คนไทย รู้จัก “ฮันเซอี” นี้ ยากที่สุด จนถึง ไม่สามารถสอนได้เลย

ถ้าเด็กญี่ปุ่นทำผิดพลาด พ่อแม่ จะสอนให้พวกเขา มี “ทัศนคติ” ที่ดี ในการ มอง เรื่อง ความผิดพลาดนั้นๆ เช่น

สำนึกว่าผิด จะได้ไม่ทำอีก
ทำผิด เป็นเรื่องปกติ แต่ ต้อง สืบค้น ว่า ต้นตออยู่ที่ไหน ความสับเพรา เผลอเรอ ขาดสมาธิ ใจร้อน หลงๆลืม ใจลอย โลภ มักง่าย ฯลฯ หรือไม่ จะแก้ไข (Corrective) อย่างไร

และ ที่สำคัญ คือ เรียนรู้อะไรจาก ความผิดพลาดตรงนี้ จะเอาไปเปลี่ยนเป็นโอกาสได้อย่างไร จะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ (Preventive) ได้อย่างไร

ผมเคยถาม คนญี่ปุ่นว่า มีวิชา Hansei อบรมที่ไหนบ้างไหม ? พวกเขางงๆ และ บอกว่า พ่อแม่พวกเขาสอนมาตั้งแต่เล็กๆ ไม่มีการสอนเป็นเรื่อง เป็นราว แต่ มัน “ปลูกฝัง” กันมา

ความสำคัญของ Hansei มีมากๆ เพราะ เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิด Kaizen หรือ Improvement after improvement การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

คนไทย เรามัก มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อข้อผิดพลาด เช่น โดนทำโทษ ประนาม ฯลฯ เรายิ่ง เพ่งโทษคนทำผิดมากเท่าไร เท่ากับเรากำลังพยายาม ทำให้ หลายๆคนเกิด “ความกลัว” และ จะมีพฤติกรรม (๑) เกร็ง กังวล กลัวพลาด ดังนั้น หาคนอื่นมาทำ ถามนายในทุกเรื่อง ย้ำคิด ย้ำทำ โดนเฉพาะ ในระบบราชการ (๒) หากผิดพลาด ก็จะ ไม่บอก โกหก บิดเบือน โยนความผิด หมกเม็ด ซ่อนเร้น (๓) โทษตนเอง จนเสียความมั่นใจ แรงไปจนถึงฆ่าตัวตายได้

กระบวนกรที่ดี จึงต้อง เตรียมพร้อม ให้ผู้เรียนได้ฝึก ผจญกับ “ความผิดพลาด”
เจอ ความผิดพลาดเมื่อไร อย่าลืม เรียกใช้ Hansei นะครับ

 

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ  เผยแพร่เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2009

Nemawashi เห็นพ้องต้องกัน แล้วรีบทำ

Make decision slowly by consensus, thoroughly considering all options; implement rapidly.
ใจเย็นๆ ค่อยๆ ตัดสินใจ ฟังให้หมดก่อน มองทุกมุม แล้ว คุยกันแบบ consensus ก็คือ คุยกันจนกว่าจะยอมรับเป็นเสียงเดียวกัน 1 ความเห็นที่แตกต่าง 99 ก็ต้องฟัง เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็รีบลงมือทำ

นี่เป็น Principle # 13 ของ The Toyota Way.
ผม มีข้อคิด จาก หลักการที่ 13 นี้เยอะพอควร ดังนี้ :-
1) ผม นึกถึง เหล่าผู้บริหารไทย บัณฑิตในระบบการศึกษาไทย ส่วนใหญ่ พวกเขาฝึกมาให้ใช้ ฐานคิด มามาก ดังนั้น หลักการนี้ พวกเขา จะ คุยกันนานมาก คิดเอง เออเอง ไปจนถึง ทะเลาะกัน ทุบโต๊ะ งอน หรือ เงียบไป ใน ห้องประชุมแบบไทยๆ เป็นวัฒนธรรมแบบไทยๆ

คนที่ไม่เข้าใจ เรื่อง ฐานทั้ง 3 คือ “กาย ใจ ความคิด” ถ้ามาอ่านหลักการนี้แล้ว รีบร้อนเอาไปใช้ คงออกมาแนวเดิมๆ คือ No Action Talk Only. หรือ พวกเรา Talk พวกแกเอาไปทำ
ฝ่าย HR (บุคคล) มักจะ รู้ไม่เท่าทัน กลลวงของระบบอุตสาหกรรม ดังนั้น ก็จะโดน นักการศึกษาหลอกลวงได้ง่ายๆ เช่น รับคนเรียนจบสูง มองไปที่ปริญญา สถาบันมีชื่อเสียง ฯลฯ นี่แหละ คือ การ คัดเลือก เอา เหล่า นักคิด ( ขาด ฐานกาย ขาด ฐานใจ) เอาเข้ามาเป็น ผู้บริหารเต็มองค์กรไปหมด
พวกฐานกาย มากๆ ก็จะโดน HR ตั้งเพดานตำแหน่ง เพดานเงินเดือน เอาไว้ ที่ “หัวหน้างาน”
พวกฐานใจ มากๆ ก็จะโดนไปทำงาน โครงงาน กิจกรรม และ ถูกมองว่า “อ่อนแอ”
คำว่า “รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา” เป็น วัฒนธรรม ที่เป็นผลพวง มาจาก ระบบการศึกษาแบบฐานคิดเป็นตัวนำ
พวกบัณฑิต ฐานคิดมากๆ จะ คิดแบบ “ผู้บริหารในยุคอุตสาหกรรม” คือ “หาใครมาทำแทน คือ ยอดผู้บริหาร” แนวคิดแบบนี้ ทำลายการเรียนรู้ หยุดนวตกรรม แบ่งแยกคนในองค์กร
หลายๆบริษัทในประเทศไทย มี CEO แนว “การจัดการ คือ หาคนมาทำให้เหมาะกับงาน” ซึ่งก็จะดูดี ไปได้ดีในช่วงสั้นๆ แต่ ในระยะยาว เป็ย ยุทธศาสตร์ที่นำหายนะมาสู่แบบไม่รู้ตัว
จะสังเกตได้ว่า nemawashi นั้น ไม่ได้หมายความว่า คุยกันเยอะๆ นะครับ แต่ เป็นระดับ Dialogue ขั้น I-in-you และ I-in-now
คนที่มาศึกษา nemawashi และ The Toyota Way หาก ไม่เข้าใจ Dialogue เอา อุปนิสัยเดิม ความเคยชินเดิมๆ มาใช้ ก็จะหล่นลงไป คุยกันแบบยุคอุตสาหกรรม
จะทำ Nemawashi ได้ ต้องผ่านการฝึกทักษะ Dialogue อย่างสม่ำเสมอ ถูกวิธี เห็นว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ เข้าใจความสัมพันธ์ต่างๆ ทั้งด้านรูปธรรม และ นามธรรม
“เมื่อความเป็นไม่ตรงกัน การทดลอง การวิจัยย่อมเกิดขึ้น” เป็นอะไรที่ผมเน้น เสมอเมื่อเข้าไปเป็นที่ปรึกษาในองค์กรต่างๆ อย่าเต่ “ตกลงกันให้ได้” เพราะ consensus คือ เห็นตรงกัน
2) คำว่า “ความเห็น” ต้องมาตีความว่า เห็นอะไร เห็นด้วยมุมมองไหน เห็นครบทุกมุมหรือยัง และ ที่สำคัญ คือ ด้วยจิตที่ปกติ หรือ เห็นด้วยจิตไม่ปกติ
ฐานใจ จะสอนให้เรา รู้จัก ผ่อนจิตใจ ผ่อนอารมณ์ หรือ ยกจิตใจ ยกอารมณ์ ของเราขึ้นมาให้ ชิวๆ สบายๆ เป็นปกติ ไม่มีอคติ ไม่มีลำเอียง ไม่มีนิวรณ์ คลื่นสมองสบายๆ ที่ อัลฟ่า นี่แหละ จิตว่างๆ มีกำลังสติกำกับ ปัญญาจะไหลออกมา เป็น “ความเห็นที่ดี” เป็น ความเห็นชอบ ชอบด้วยกาละเทศะ ชอบด้วยศีลธรรม ชอบด้วยเหตุ เป็นการสร้าง “เหตุที่ดี” ย่อมก่อให้เกิด “ผลที่ดี” แน่นอน
ด้วยความโลภ เห็นใครเขาทำอะไรดี ก็แห่กันทำตาม ลงทุนตามกัน โดยประมาท สุดท้ายก็ล้มเหลว
ด้วยความโลภ อยากจะเพิ่มยอดขาย ลงทุนสร้างโฆษณาลามก รุนแรง ก็ยอม โดยไม่คำนึงถึงอะไรอีกแล้ว นอกจาก ตัวเลขกำไร สังคมจะย่อยยับ ฉันมองไม่เห็น อีกนานกว่าจะเห็นผล ฉันไม่เชื่อ ฉันว่านี่แหละ คือ ศิลปะ
ด้วยความแค้น ฉันทำทุกอย่างที่จะ ทำลายคู่แข่ง ไม่ว่าจะแกล้ง กดดัน ขโมยความลับ ขโฒยคนเก่ง ฉันทำได้ทั้งนั้น
ด้วยความลำเอียง ฉันซื้อทุกอย่าง แบบใต้โต๊ะ
ด้วยความอคติ ฉันไม่ฟัง คนที่เตือนฉันตรงๆ ใครเคยตำหนิฉันไว้ ฉันไม่มีวันลืม แค้นนี้ย่อมต้องชำระ
3) ฐานกาย ไม่เข้มแข็ง ฐานใจก็พัง ฐานคิดก็ไม่สะอาด และ การฝึกฐานกาย คือ Learning by doing เกิดเป็นวงจรการเรียนรู้
เดินลงไปดูที่หน้างาน ลงไปทำจริง เรียนรู้แบบ action learning ไม่ใช่ ฟังเขาบอก กอดอกมองดูแล้วบอกว่า “เข้าใจแล้ว”
การศึกษาในระบบ ทำลาย ฐานกายมากๆ
นั่งทั้งวันในห้องแออัด อากาศเสีย ท่องๆ คิดๆ อยู่กับ คนที่เอาข้อมูลมาฉาย ให้ดู คิดให้ตรงกัน ประชุมกันแบบคิดเองเออเองบนหอคอย
การเรียนรู้บนฐานกาย คือ ทำเอง รู้เอง เคยสังเกตไหม ของบางอย่างอธิบายให้ตายก็ไม่เข้าใจ เช่น ขี่จักรยาน จะให้อธิบายว่า ต้องทำยังไง ไม่ได้ครับ มันเป็นทักษะ ที่ต้อง ซ้อมๆๆๆๆๆ
การจะเข้าใจ “ธรรม” ก็ต้อง ซ้อมๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
การจะเป็นผู้บริหาร ก็ต้อง ซ้อมๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กับครูด้านบริหาร “กาย ใจ” หาก ไปหลงกล การศึกษาในระบบ ซ้อมๆๆๆๆๆ กับ ครูด้านบริหารความคิด (อีกแล้ว) ก็พังครับ
ฐานกาย ฐานใจ เข้มแข็ง ไม่ต้องห่วงว่า จะคิดไม่เป็น ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่คิด ฐานคิด อุปมา เป็นหลังคา ฐานกาย ฐานใจ เป็น พื้นล่าง และ เสา
4) ทำทันที เป็น อะไรที่ ผู้บริหารไทย รับไม่ค่อยจะได้ มันฝืน ความเคยชิน ฝืนอุปนิสัยที่โนหล่อหลอมมามากๆ
ทำทันที ในที่นี้ ผม คงหมายถึง ทำการทดลอง หากยังมีมุมที่เทาๆอยู่ จงทำในพื้นที่ย่อยๆ เล็กๆ เพื่อเป็น “นำร่อง” ทำเพื่อการเรียนรู้ ไปก่อน
ทำให้เร็ว จะได้เรียนรู้เร็ว จะเห็นจุดอ่อนได้เร็ว
ธรรมทันที คือ ทำอะไร คิดอะไร ก็คิดว่าเป็นธรรมไหม ธรรมชาติไหม จิตปกติหรือจิตไม่ปกติ มีสติไหม
ทำทันที ผิดพลาดไม่เป็นไร นี่คือ ช่วงเรียนรู้ แต่ ผู้บริหารไทย เป็นคนที่เต็มไปด้วยความกลัว กลัวพลาด กลัวเสียฟอร์ม กลัวเสียตำแหน่ง กลัวโดนแซว ฯลฯ เป็นการปนเปื้อนทางอารมณ์และความคิด ที่ติดมาจาก การศึกษาในระบบ ผ่านการศึกษาที่ใช้ “ความกลัว” เป็นแรงจูงใจให้ ขยัน ให้เรียน
ผู้บริหารไทย หลายท่าน จึงควรจะต้อง สำรวจตนเอง ปนเปื้อนอะไรมา เข้าค่ายฝึกชำระความปนเปื้อนต่างๆ

หลายท่าน ตีความคำว่า Nemawashi นี้ คือ การ Lobby แบบที่ พวกตะวันตก พวกนักการเมือง และ นักธูรกิจ ชอบใช้กันบ่อยๆ

ในหลายๆองค์กร พวกเขา Nemawashi กันนอกรอบ ในบรรยากาศทีเป็น Dialogue เหมาะสม เมื่อมาถึง เวลาประชุมเป็นทางการ ก็แค่มองหน้ากัน พูดให้มีคนจดบันทึก และ ก็ผ่านไปวาระต่างๆได้เร็ว อย่างไม่น่าเชื่อ

คนนอกวงการอาจจะงง “เอะ ทำไม เปิดวาะ แล้ว ไม่ซัดกันเละ แบบการประชุมไทยน่ะ ” ก็เพราะ เขาคุยกัน จนเปื่อย จนยุ่ยแล้ว ศึกษาแล้ว ลองทำดูบ้างแล้ว

หาก ผลออกมาผิดเพลาด ก็ถือว่า ก็ต้องมาดูกัน
ผู้บริหารญี่ปุ่น มัก พูดบ่อยๆว่า “อย่าเกลียดคนทำผิด แต่ เกลียดความผิด”
และ “มั่นใจ 50% ก็ลงมือทำเลย”

แต่ ของไทยเรา “ใครทำผิด …ซวยแน่ๆ” และ ” ไม่ชัวร์ อย่าทำนะเฟ้ย เธอทำ เธอรับผิดชอบนะ ฉันไม่เกี่ยว”

วงจร โนนากะ (Nonaka learning cycle) จึงไปหมุนไป การพัฒนา (Kaizen) ก็ไม่เกิดขึ้น …..

 

ดร.วรภัทร์  ภู่เจริญ  เผยแพร่เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2009

Yam vs Fruit Salad

การบริหาร ในยุคอุตสาหกรรม ทำให้เกิดแนวคิด ทุกอย่างต้องเหมือนกัน คิดแบบเดียวกัน แยกออกมาเป็นส่วนๆแล้วเจาะให้ลึกๆ … เป็นวิทยาศาสตร์ Newton

จนกระทั่ง มาในยุค ของ Bohm … ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ เป็น New science เป็น Quantum physics… เริ่มมองว่า … การเข้าใจในความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ก็สำคัญพอๆ หรือ มากกว่า การเข้าใจเฉพาะส่วน

แพทย์ ยุคอุตสาหกรรม … จะมองไปที่โรค ที่แย่มากๆ คือ แพทย์จะลงลึก ไปเฉพาะโรคใดโรคหนึ่งที่ตนถนัด หรือ อาจจะคิดว่า ทำเงินได้ ( จริงหรือเปล่า ต้องให้สังคมเป็นคนบอก ผมมิบังอาจ)

จนไม่ได้ มอง ความสัมพันธ์ของอวัยวะต่างๆที่มีต่อกัน และ ต่อ วิทยาศาสตร์ที่มองไม่เห็น ที่ยังไม่เข้าใจ … ผลก็คือ คนไข้ ๑ คน มี แพทย์ 32 คนดูแล (ตามจำนวนอวัยวะ) แต่ ไม่มีแพทย์ที่ดูแล ทั้ง กาย ใจ และ ความคิด ตลอดจน บริบท ของคนไข้

วิศวกร และ นักธุรกิจ …. เมื่อขึ้นมาเป็นผู้บริิหาร เป็น CEO …. หลายท่าน มาแนว newtonian มอง แยกส่วน ระหว่าง คน และ เครื่องจักร … พวกเขามองเห็นเฉพาะที่สิ่งที่พวกเขาเข้าใจได้เท่านั้น อะไรที่ไม่เข้าใจ พวกเขาตัดทิ้งไป แทนที่จะศึกษาให้ลึก หรือ เอามาใช้ประโยชน์ … และสิ่งที่พวกเขาตัดทิ้งไป คือ เรื่อง จิตใจ …..

ความสัมพันธ์ ของ คนต่อคน คนต่อเครื่องจักร …. พวกเขามองไม่เห็น … ฺBlinded by their own minds

นักการศึกษา ครูอาจารย์ ฯลฯ พวกการศึกษาเชิงเดี่ยว —-> มองการศึกษาแบบเหมาโหล คิดให้ตรงกัน คิดต่าง คือ ต่อต้าน ……..ก็คือ พยายาม เอา นักศึกษาต่างๆ มีศักยภาพแตกต่างกัน มา กวนๆ ๆๆๆ ออกมาเป็น แยม (yam) … ถ้าเป็นเกษตร ก็คือ เกษตรเชิงเดี่ยว … เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลง อันตรายมากๆหากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

ในขณะที่ วิทยาศาสตร์ใหม่ มองไปที่ ความสัมพันธ์ระหว่างคนต่อคน คนต่อบริบท คนต่อชุมชน ฯลฯ เอาศักยภาพแตกต่างกัน มาผสมๆ กัน แบบ สลัด (Salad) …. ลดความเสี่ยง ลดอันตรายต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เป็นแบบเกษตรผสมผสาน

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ เผยแพร่เมื่อ 14 มกราคม 2009

สวดมนต์ทำไม

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ  10 ธันวาคม 2011 เวลา 22:39 น.

สวดมนต์ทำไม

การสวดมนต์ เป็นอุบายอย่างหนึ่ง  ในการฝึกสติ ละกิเลส    แต่  ตราบใดที่ พ่อแม่ครูอาจารย์ หลวงปู่ หลวงพ่อต่างๆ ที่ละสังขารไปแล้ว จนเถ้าและกระดูก ใสเป็นแก้ว    ก็ยัง  ไหว้พระ สวดมนต์   สวดปาติโมกข์  ฯลฯ   ผมก็แนะนำให้สวดนะ    อย่าคิดมาก   ทำๆๆๆๆ ให้มาก

สวดมนต์ เพื่อ

๑)  ในเบื้องต้น เรายังมีกำลังสติน้อย และ ไม่ต่อเนื่องอีกต่างหาก    ฝึกสวดไว้ก่อน    ขณะสวด  ตั้งใจ  อย่าหลุด _  จงดูความคิดเบียด แทรก แย่ง เปลี่ยน ออกนอกเรื่อง ฯลฯ  ถ้าความคิดพวกนี้ จรลี เบียดแซง เข้ามา  ก็ ข่มตนเอง สวดมนต์ให้ดังขึ้น    เพราะ เป้าหมายหลัก เราจะฝึก รู้เท่าทัน ความคิด  _    มีความคิดมากมาย  เช่น  อยากเงียบ  ไม่อยากให้ใครกวน   สงสัยในบางคำ  ตลกในบางคำ  คิดลามกกับบางคำ ฯลฯ    นี่แหละ  ดีดออกไป   กลับมาสวดๆๆๆๆๆๆ ภาษาบาลี อ่านไม่เข้าใจก็ดี  จะได้ไม่คิดมาก ฟุ้งซ่าน ตีความเอง คิดเอง เออเอง     หากสวดจนคล่องแล้วยังคิดมาก   ก็ สวด “ถอยหลัง”

ในเบื้องกลาง  เมื่อไม่ได้สวด   คือ ออกไปทำงาน ไปเจอผู้คน   ก็ขอให้  จิตใจสบายๆ  รู้ทันความคิดจร    มีสติ รู้ๆๆๆๆ   ไม่วอกแวก   ( คำว่าไม่วอกแว่ก   คือ มีสมาธิ นั่นเอง)   ฟังใครพูดได้ โดยไม่ด่วนพิพากษาตัดสิน เพ่งโทษ ลำเอียง อคติ  อย่างฉับพลัน  ไม่จี๊ดๆๆๆ ได้ง่ายๆ    ฟังอย่างตั้งใจ  ไม่หาเรื่อง ไม่อวดเก่ง  ไม่ข่มเขา  ฯลฯ  ดับโกรธ ดับโลภ ดับหลง   ได้เก่ง ได้ไว ได้ทันเหตุการณ์ขึ้นเรื่อยๆ

ในเบื้องปลาย คือ เราสามารถ  แยก “จิต กับ ความคิด”  ออกจากกันได้  ( ไม่ใช่แยกกาย กับ จิตนะ   หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็น กาย กับจิต  _  ย้ำอีกที จิต กับ ความคิด)   แยกได้อย่างต่อเนื่อง   จนมีสติแบบออโตเมติก   ทุกอิริยาบท มีสติกำกับ

ในการฝึกสติ   หรือ เจริญสติิ ( สติมีกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เจริญขึ้น)      เรามักเจอ กับดัก หรือ อุปสรรคใหญ่คือ   “ความคิด”    เรามัก  รู้ไม่เท่าทันความคิด

การศึกษาแบบยุคนี้    สอนให้คิดๆๆๆๆๆๆ   จนจิตกับความคิดมัดกันแน่น  เป็นก้อนเดียวกัน ทำงานพร้อมกัน     แยก “จิตกับความคิด”  ออกจากกันได้ยาก

เมื่อเรา มาอยู่ที่ฐานกาย  คือให้กายรู้ว่าเวทนาอะไรเกิดขึ้นกับกาย   เราจะเห็น จิต กับ ความคิด   เขาทำงานแยกกันชัดเจน     เราต้องฝึก อย่าให้ จิต กับ ความคิด  มีอิทธิพลต่อกันและกัน  ให้เขาเป็นอิสระจากกัน

๒) ขณะสวด  หายใจเข้าสบาย  หายใจออกสบาย  หากไม่สบาย อึดอัด คึกเกิน เบื่อ เซ้ง ง่วง ฯลฯ  ก็หายใจให้สบายอีกครั้งหนึ่ง  เพราะ เป้าหมาย การสวด คือ รู้เท่าทันจิตใจ อารมณ์ของเราไปด้วย     ข่มตนเอง  สวดดังขึ้น ก็ได้  เพื่อให้ หายใจเข้าออก สบาย อีกครั้งหนึ่ง และ  จิตใจสบายอย่างต่อเนื่อง  (  คำว่า ต่อเนื่อง ก็คือ สมาธิ นั่นเอง  )  มาถึงตรงนี้  ไม่ต้องสวดแล้วก็ได้

๓)  ในการสวด  กายเราดี   วาจาเราดี   ใจเราก็ดี     ดีทั้ง กาย วาจา  ใจ  บ่มเพาะ แบบนี้ไปก่อน  ในบื้องต้น      ฝึกๆๆ จน กำลังสติมากพอ  แยก จิตกับความคิดได้ นั่นแหละ จะเห็น ว่า ควรสวดหรือไม่สวด

๔) ว่ากันว่า  ในขณะสวด  ลิ้นและลม ของเรา จะนวด กดจุด สำคัญในโพรงปาก     แบบจีน คือ  นวด “ดิน น้ำ ไฟ ไม้ ทอง ”  ทำให้  ไต ตับ หัวใจ ม้าม ปอด   อันเป็นอวัยวะสำคัญทั้ง ๕  ตามแบบแพทย์จีนนั้น แข็งแรง     การสวด ช่วง ก่อนสว่าง ช่วย ปอด และ ไต ได้เป็นอย่างดี

เราควร เข้าใจว่า   มีคนหลายคนเป็น จำพวก “รู้ลึกโง่กว้าง”   เรียนมา ไม่กี่ศาสตร์   อ่านๆๆ ไม่ไ่ด้ลงมือเอง  ชอบวิจารณ์ ปากไว   หลงวิจัย ตามวิทยานิพนธ์  หลงสถิติ ฯลฯ   ไม่ศึกษาให้เข้าถึง “ใจ”    ก็ยากจะเข้าใจ  เรื่อง แบบ นี้

๕)   ในการสวดนั้น   ยิ่งท่องจำได้  ยิ่งดี เพราะ   ในอนาคต หากมี สงคราม  มหาภัยพิบัติ     คำสอนใน คอมพิวเตอร์ ในใบลาน  ในตำรา  ในกระดาษ ฯลฯ  มีโอกาสหายได้  ดังนั้น ควรช่วยๆกันท่องจำเอาไว้

๖)  ขณะสวด  เหล่าเทพเทวา  เขาก็จะได้ฟังด้วย   เราก็ได้บุญ พวกเขาก็อนุโมทนาบุญ   อยู่ร่วมกัน พึ่งพากันได้  เป็นที่รักของเทพยดา

๗)  สวดแล้ว ก็ควรฝึกตามคำสอนในบทสวดนั้นๆด้วย  _  คำสอนต่างๆ ล้วนเป็นการสอนให้ ละ เลิก วาง เพื่อ    ดัดนิสัยตน  ศาสนาพุทธ คือ การดัดสันดานตนเอง   ไม่ใช่  ท่องจำ ไม่ใช่เชื่อๆๆๆ แต่ สันดานไม่ดี

๘)  การสวด   เป็นการสืบทอดประเพณีที่ดีงาม    ลูกหลานจะได้เห็น

๙) ในการสวด เราต้องกราบ   นั่งลงกับพื้น (ถ้าไม่พิการ แก่ชรา หรือ บาดเจ็บ )  เป็น การสร้างกำลังสติที่ฐานกาย   ให้กายรู้กาย  อย่าเอาความคิดไปคิดแทนกาย   ยิ่งนานๆยิ่งเมื่อย   นั่นแหละ ฝึกจิตดีนัก

๑๐) การก้ม ลงกราบ    ช่วยให้เลือดลมเดินสะดวก   ร่างกายแข็งแรง  ข้อต่อเอ็น ได้เคลื่อนไหว

๑๑)  บทสวดหลายๆ บท เป็นการ สรรเสริญ  ระลึกถึง  ฯลฯ ดังนั้น เราจะใจดำ ไม่ขอบคุณ ไม่ระลึก ไม่สรรเสริญ พระรัตนตรัย  ครูบาอาจารย์  ผู้มีพระคุณ ฯลฯ  ที่เมตตาสอนเรา ช่วยเหลือเราเลยหรือไง    _    คำต่างๆในบทสวด ร้อยแก้ว  ร้อยกรอง  ที่ชัดเจน ตรงประเด็น   ดีกว่า เราพูดเอง คิดเอง เออเอง มากมายนัก    โดยเฉพาะ เรายังเป็นแค่ มือใหม่  หัดฝึก

๑๒)  อื่นๆ